เขาฝากบอกแม่ว่า… | สุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์

คุยกับ สุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์ ในวันที่ออกมาเดินเคียงข้างลูกชาย แม้ต้องเดินขนานกัน โดยมีกำแพงเรือนจำกั้นกลาง บทบาทของผู้หญิงคนหนึ่งได้เรียนรู้ความเป็นไปของสังคมผ่านความเคลื่อนไหวของ “ลูกชาย”

เสียดายที่รอบนี้ เราไม่ได้ลากัน…

ข้อความจาก พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ “เพนกวิน” ส่งถึงมารดา ผ่านทนายความออกมาจากกำแพงเรือนจำ ประโยคที่เป็นปมในใจของ สุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์ หรือ “แม่ของเพนกวิน”

หลังจากที่ลูกชายของเธอถูกจับเป็นครั้งที่ 2 ด้วย ข้อหา “หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เธอเล่าว่า เป็นวันที่เธอ ครอบครัว หรือแม้แต่ตัวเพนกวินเองไม่ได้ตั้งตัวว่าต้องถูกคุมขัง ทุกครั้งที่เขาต้องเจอสถานการณ์ที่เป็นอันตราย ไม่ว่าจะทางกายหรือทางใจ เธอและลูกชายจะกอด พร้อมให้กำลังใจกันเสมอ แต่ครั้งนี้เขาไม่มีแม้แต่จะจับมือ พูด หรือกอดลา

เพนกวินฝากบอกแม่ว่า ครั้งนี้คงติดนานหน่อยนะ รักแม่นะ และเขาก็บอกว่า เสียดายที่เราไม่ได้ลากัน

ประโยคที่ถูกส่งผ่านทนายความออกมา ทำหน้าที่เรียกน้ำตาของคนเป็นแม่ได้อย่างสมบูรณ์  เธอค่อย ๆ เล่าเหตุการณ์วันที่ลูกชายถูกคุมขังครั้งล่าสุด เมื่อ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา และอยู่ในนั้นเกือบครบ 1 เดือนในวันนี้ (8 มี.ค.)

เธอพยายามปลอบใจตัวเองและคิดว่าจะผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปได้ แต่ทุกครั้งที่คะนึงถึงวันนั้น ความรู้สึกเสียใจ มันยังคงค้างคาและเธอยังไม่สามารถที่จะข้ามผ่านมันไปได้เลย  

ภาพ: UNME of Anarchy
แม่ของ อานนท์ นำภา, ภาณุพงศ์ จาดนอก, พริษฐ์ ชิวารักษ์ และจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา

กำแพงเรือนจำหรือจักรวาล

สถานการณ์โควิด-19 ซ้ำ ยิ่งทำให้ระยะทางของกำแพงเรือนจำมันหนาและเหมือนไกลออกไปหลายพันกิโลเมตรของความรู้สึก เธอไม่สามารถเข้าไปพบหน้า พูดคุยกับลูกชายอย่างที่ควรเป็น

“ครั้งนี้มันสาหัส สาหัสสุด ๆ มันไม่ไหวแล้ว”

เสียงสั่นเครือที่ค่อย ๆ เล่าต่อว่า เธอเขียนข้อความส่งไปให้ลูกชาย เพื่อให้เขาได้เห็นว่าเธอเองอยู่ข้าง ๆ เขาเสมอ เธอบอกว่าหากวันที่คนในครอบครัวเดือดร้อน เจอปัญหา การจับมืออยู่ข้าง ๆ  คือ สิ่งที่เยียวยาใจของคนที่ถูกกระทำได้ไม่น้อยเลย

“แม่ขอโทษที่วันนั้นแม่ไม่ได้อยู่กับลูก เราก็จะบอกว่าเรารักเขา เราก็เลยจะต้องพยายามไปหาเขา เพื่อให้เขาเห็นว่า แม่อยู่ตรงนี้” นี่เป็นหนึ่งในเนื้อความที่เธอส่งถึงลูกชาย

กำแพงที่กั้นไว้ จะกอดหรือเห็นหน้าเป็นสิ่งที่ยากจะทำ เธอทำทุกวิถีทางเพื่อให้คนข้างในที่ถูกขังไว้รู้สึกว่าเธออยู่ใกล้ ๆ เพื่อให้เขามีกำลังใจและต่อสู้ เพื่อที่จะได้ออกมา

ครั้งแรกที่เพนกวินถูกจับ มันยังมีช่วงเวลาที่ชัดเจนว่าเขาจะถูกปลอยตัว ยังมีโอกาส เราก็มีความหวัง แต่ครั้งนี้พอทนายความบอกว่าเขาถูกจับและไม่เหมือนครั้งก่อน นั่นคือไม่มีระยะเวลาที่ชัดเจนเลยว่าเขาจะได้อยู่ในนั้นนานแค่ไหน รู้แค่ว่าจนกว่าจะพิจารณาคดีเสร็จ ซึ่งจากที่เห็นและรู้มา บางคนที่ถูกพิจารณาคดีกว่าจะเสร็จสิ้น 7 ปี 10 ปี ลูกเราจะอยู่อย่างไร เขาจะได้เรียนไหม แล้วจะใช้ชีวิตอย่างไร ถ้าเราไม่อยู่ถึงวันนั้นแล้ว ใครจะดูแลลูกเราต่อ

เขาจะได้กลับมาหนุนตักนุ่ม ๆ หรือสัมผัสกอด อุ่น ๆ จากเธออีกไหม และต้องใช้เวลานานเท่าไร คำตอบมันล่องลอยไปในอากาศที่ไม่อาจจะตีกรอบหรือหาจุดสิ้นสุดได้

การเติบโตของกันและกัน

เขาเป็นเด็กสำหรับแม่เสมอ แต่สิ่งที่เห็น คือ เขาโตมากขึ้น ความคิดเขาสุขุมมากขึ้น และสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเขา คือ เราได้เห็นอะไรมากขึ้น  เรียนรู้ทั้งจากเพนกวินเอง หรือเพื่อนของเขา เราก็ได้เรียนรู้ชีวิตไปเหมือนกัน ว่าสังคมของคนรุ่นใหม่เขาคิดอย่างไร ใช้ชีวิตกันแบบไหน มันเหมือนเปิดโลกของเราไปอีกโลกหนึ่ง และเข้าใจลูกเรามากขึ้นด้วย

แม่จะเข้มแข็ง เพราะไม่อยากให้ “พี่พีท” เห็นน้ำตาแม่

“พี่พีท” คือคำที่สุรีย์รัตน์เรียกลูกชาย เธอไม่อยากให้พี่พีทเห็นน้ำตา นี่เป็นที่มาของการตัดสินใจร่วมเดินไปกับขบวน “เดินทะลุฟ้า คืนอำนาจประชาชน” ที่เพื่อนของเพนกวิน ร่วมเคลื่อนไหวให้ปล่อยเพื่อนของพวกเขา จากการถูกคุมขังและปัญหาของกฎหมายอาญา มาตรา 112

หากถามว่าการออกมาทำแบบนี้ เธอกลัวหรือกังวลไหม?

เธอกลัว แต่ถ่อมตัวว่าตนไม่มีความรู้และข้อมูลที่เพียงพอเรื่องการเมือง นี่เป็นประโยคที่เธอย้ำอยู่เสมอ และเธอไม่ได้แกร่งอย่างที่ทุกคนเห็น

การออกมาร่วมเดินครั้งนี้ สุรีรัตน์ ต้องบอกกล่าวเหตุผลต่อ “พี่พีท” บอกว่าจะออกไปเดินกับ “ไผ่” เธอย้ำเสมอว่า เพนกวินไม่เคยบังคับใคร ไม่เคยบอกให้แม่ต้องเชื่อตามเขา และเขาเคารพการตัดสินใจของเราเสมอ

เวลาเปลี่ยนผ่านวัน แสงอาทิตย์หมดหน้าที่ของมันในทุกวัน และพระจันทร์มารับหน้าที่แทน รอยยิ้มของ สุรีรัตน์ วัย 51 ปี ยังสดใส เป็นมิตรเหมือนทุกครั้ง แต่สิ่งที่ชัดเจนขึ้นอีกอย่าง คือ แววตาที่นิ่งและหนักแน่น กว่าการเจอในครั้งก่อน ๆ

“อ้าวสวัสดี หายไปไหนมา ไม่เจอนานเลย ทานข้าวหรือยัง ?”

ผู้เขียนยิ้มรับ และตอบกลับว่าเรียบร้อยแล้ว ถามเธอกลับ เป็นอย่างไรบ้าง

“เดินมาไกลขนาดนี้ ถอยไม่ได้แล้ว”

สุรีย์รัตน์ ในกิจกรรม “เดินทะลุฟ้า คืนอำนาจประชาชน”

“เราจะทำอะไรได้บ้าง ช่วยอะไรลูกได้บ้าง เราไม่มีความรู้ เราก็ช่วยได้แค่อยู่ข้าง ๆ หาน้ำให้กิน ให้กำลังใจ และกอด”

ครั้งนี้เธอตัดสินใจออกมายืนหยัดเรียกร้อง ขอความเป็นธรรมให้กับลูก ไม่ใช่แค่เรียกร้องเพื่อเพนกวินเท่านั้น แต่เพื่อทุกคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับครอบครัว ชิวารักษ์ ให้เขาได้มีโอกาสออกมาข้างนอก เธอให้เหตุผลว่าหัวอกคนเป็นแม่ไม่มีใครอยากให้ลูกตัวเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ หากว่าจะตัดสินถูกหรือผิดก็มาสู้ และแสดงหลักฐานกันข้างนอก

บทส่งท้าย

หากมองย้อนมาที่ตัวเองที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งบนโลกที่บิดเบี้ยว วันไหนเหนื่อยไม่ไหว เราต่างก็อยากมีคนกอด คนอยู่ข้าง ๆ เพื่อเป็นกำลังใจเสมอ ไม่ต่างกัน หาก สุรีย์รัตน์ ก็เป็นมนุษย์หนึ่งคนเหมือนกัน

เธอมีความรู้สึกไม่ต่างกัน แต่อุปสรรคต่าง ๆ คอยพิสูจน์หัวใจของเธอมานับครั้งไม่ถ้วน ตอนนี้เธอหวังเพียงอยากได้ลูกชายกลับมาอยู่ในอก อยากกอดลูกเหมือนที่เคยกอด กอดให้เขารู้สึกอุ่น และกอดให้เขารู้สึกปลอดภัยอีกครั้ง


อ่านเพิ่ม

“แม่เพนกวิน” ร่วมเดินทะลุฟ้าฯ เรียกร้องความยุติธรรม จากคดีการเมือง

สร้าง “รัฐธรรมนูญทะลุฟ้า” ล้อมวงเปิดสภา อภิปรายไม่ไว้วางใจ ระบอบ คสช.

ส.ศิวรักษ์ ร่วมเดินให้กำลังใจ “เดินทะลุฟ้า” เริ่มเข้าเขตกรุงเทพฯ

ขบวน “เดินทะลุฟ้า” มุ่งหน้า ม.เกษตรฯ ใช้เส้นวิภาวดีฯ หลังเจรจา ตร.ควบคุมฝูงชนสำเร็จ

“เดินทะลุฟ้า” ภาคต่อ “We Walk” บนหนทางสันติวิธี

Author

Alternative Text
AUTHOR

อัญชัญ อันชัยศรี

จากทุ่งนาสู่ป่าคอนกรีต สาวอีสานผู้หลงไหลในการเดินทาง ใช้ชีวิตไปตามแรงดึงดูดของความสัมพันธ์ เชื่อว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันคือการคัดสรรโดยธรรมชาติ

Alternative Text
PHOTOGRAPHER

ไปป์ | กษิพัฒน์ ลัดดามณีโรจน์

เด็กรัฐศาสตร์ IR ทำงานช่างภาพและกราฟิก แต่ชอบอ่านเรื่องวิทย์ ๆ จิตวิทยา และการแพทย์