กสม. ขอให้มีช่องทางสื่อสารระหว่างผู้ชุมนุมและ คฝ. หวังช่วยลดความรุนแรง

‘กรรมการสิทธิฯ’ สรุปผลลงพื้นที่สังเกตการณ์ #ม็อบ7สิงหา ย้ำ ขอทุกฝ่ายยุติใช้ความรุนแรง ‘ฐปนีย์’ เผย ถูกกระสุนยางใน #ม็อบ10สิงหา ด้าน ‘ภาคีนักกฎหมายสิทธิฯ’ เตรียมร้องให้ สตช. ปฏิบัติตามคำแนะนำศาลแพ่งเคร่งครัด บ่ายนี้ ‘บช.น.’ แจง คุมม็อบตามยุทธวิธี – ตำรวจเจ็บ 6 นาย

11 ส.ค. 2564 – คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เผยแพร่แถลงการณ์ช่วงเย็นวันที่ 9 ส.ค. กรณี การสังเกตการณ์การชุมนุม 7 ส.ค. 2564 หลังลงพื้นที่เพื่อสังเกตการณ์ การชุมนุมทางการเมืองของเครือข่ายกลุ่มเยาวชนปลดแอก และกลุ่ม REDEM บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง กรุงเทพมหานคร โดย กสม. ยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ในการสังเกตการณ์และเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นอิสระ ให้ความเป็นธรรม และรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน

แถลงการณ์ ระบุว่า จากการสังเกตการณ์การชุมนุมในวันดังกล่าว กสม. มีข้อห่วงใยเป็นอย่างยิ่งในเรื่องการใช้ความรุนแรงเข้าปะทะกันของเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนและผู้ชุมนุมบางส่วน โดยมีข้อสังเกตเบื้องต้นว่า การจัดตั้งสิ่งกีดขวางเพื่อสกัดกั้นการชุมนุม การใช้อาวุธ อุปกรณ์ ตลอดจนขั้นตอนในการควบคุมฝูงชน ยังไม่ได้เป็นไปในลักษณะจากเบาไปหาหนัก ไม่ได้สัดส่วนและไม่สอดคล้องกับหลักสากล จนส่งผลให้ผู้ชุมนุมที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรง สื่อมวลชน และประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

ด้าน กลุ่มผู้ชุมนุม ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผู้ชุมนุมบางส่วนได้ตระเตรียมและใช้อาวุธหรือสิ่งเทียมอาวุธในการตอบโต้กับเจ้าหน้าที่ อันไม่เป็นไปตามหลักการการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ จนทำให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมการชุมนุมได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง

เพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต กสม. จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายพิจารณาร่วมกัน ดังนี้

  1. ขอให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรงโดยผู้ชุมนุมต้องใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธอย่างแท้จริง ขณะที่รัฐบาลต้องมีแนวทางในการจัดการและควบคุมฝูงชนให้สอดคล้องกับหลักการสากลของสหประชาชาติ (UN Basic Principle on the Use of Forces and Firearms by Law Enforcement Officials)โดยให้เป็นไปตามขั้นตอน และได้สัดส่วนที่เหมาะสม รวมทั้งใช้ความอดทนอดกลั้นในการรับฟังเสียงของประชาชนที่เห็นต่าง
  2. ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมโดยสงบกับผู้ที่ใช้ความรุนแรงแบบแยกแยะ ในกรณีที่มีการใช้ความรุนแรงอันทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น หรือทรัพย์สินของทางราชการ เจ้าหน้าที่จะต้องเร่งนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว เพื่อสร้างความกระจ่างให้แก่สังคมและลดความคลางแคลงใจต่อกันของทุกฝ่าย
  3. ขอให้มีกลไกหรือช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้จัดการชุมนุมและเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน เพื่อให้มีการเจรจาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า อันจะช่วยให้ลดการเผชิญหน้าและความรุนแรงลง
  4. การแก้ไขปัญหาในระยะยาว กสม. ขอสนับสนุนให้มีพื้นที่ปลอดภัยในการหารือเพื่อหาทางออกของปัญหาร่วมกันด้วยแนวทางสันติวิธี

ทั้งนี้ กสม. จะหยิบยกกรณีการชุมนุมทางการเมืองเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2564 ขึ้นตรวจสอบในรายละเอียดต่อไป อย่างไรก็ดี ภายใต้วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความอยู่ดีมีสุขของประชาชนในชาติ กสม. ขอเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายใช้สิทธิและเสรีภาพภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างสร้างสรรค์ โดยยุติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ รวมถึงการสื่อสารที่สร้างความเกลียดชัง พร้อมร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยการรับฟังเสียงของทุกฝ่าย เพื่อให้ประเทศชาติสามารถก้าวผ่านวิกฤตการณ์ที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ไปได้

ผู้สื่อข่าว – ภาคีนักกฎหมายสิทธิฯ เผย ยังมีการใช้กระสุนยางแบบไม่แยกแยะ

ด้าน ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งและผู้สื่อข่าว The Reporters เปิดเผยว่า ระหว่างการรายงานสด ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ในกิจกรรมคาร์ม็อบว่า ขณะเกิดเหตุไฟไหม้บริเวณป้อมตำรวจสามเหลี่ยมดินแดง เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน ได้นำกำลังเข้าควบคุมพื้นที่จากผู้ชุมนุม โดยเริ่มยิงแก๊สน้ำตาและกระสุนยาง ผู้ชุมนุมต่างพากันวิ่งหนี ส่วนผู้สื่อข่าว ได้หาที่กำบังบริเวณเสาไฟฟ้า เนื่องจากในเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม จึงรวมกลุ่มกับสื่อมวลชนในที่กำบัง แต่มีกระสุนยางยิงมาโดนที่ต้นขาข้างขวา กระสุนตกที่พื้น และรู้สึกเจ็บเล็กน้อย คาดว่ากระสุนยางยิงมาจากระยะไกล จากนั้นกำลังตำรวจควบคุมฝูงชน ได้เข้ามาอย่างรวดเร็ว จึงต้องรอให้ตำรวจถอยร่นแล้วออกจากที่กำบังในจุดที่ปลอดภัยร่วมกับผู้สื่อข่าวคนอื่น และต่อมาพบว่ามีรอยช้ำเล็กน้อย

ขณะที่ ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า ภายหลังที่ ศาลแพ่งมีคำสั่งให้คุ้มครองสวัสดิภาพของสื่อมวลชน เมื่อ 10 ส.ค. 2564 โดยไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชน ใช้อาวุธปืนยิงกระสุนยางใส่สื่อมวลชน และประชาชนที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำการ หรือมีท่าทีคุกคามต่อชีวิตบุคคลอื่น ตามหลักการดูแลการชุมนุมสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558

แต่ยังพบว่าในการชุมนุม #ม็อบ10สิงหา เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมโดยสงบกับผู้ที่ใช้ความรุนแรงแบบไม่แยกแยะ และไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของสื่อมวลชน ที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชุมนุม อีกทั้ง ยังมีลักษณะห้ามไม่ให้สื่อมวลชนบันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น วันที่ 11 ส.ค. เวลา 15.00 น. จึงจะเดินทางไปที่ศาลแพ่งรัชดา เพื่อเตรียมยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาไต่สวน เพื่อให้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลอย่างเคร่งครัด

บช.น. แจง คุม #ม็อบ10สิงหา ตามยุทธวิธี – ตำรวจเจ็บ 6 นาย

พล.ต.ต. ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ในฐานะโฆษก บช.น. เปิดเผยว่า กิจกรรมคาร์ม็อบของผู้ชุมนุม ตั้งแต่บริเวณแยกราชประสงค์ เคลื่อนไปยังแยกอโศก หน้าตึกซิโนทัย บ้านพักของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า แยกดินแดง และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พบว่า ในแต่ละสถานที่ได้มีการทำลายทรัพย์สินของหน่วยงานทั้งเอกชนและราชการ

ส่วนเหตุเผชิญหน้ากับแนวตั้งรับของเจ้าหน้าที่บริเวณแยกดินแดงพบว่า กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามฝ่าแนวตั้งรับของตำรวจ ซึ่งตำรวจได้ประกาศให้กลุ่มผู้ชุมนุมถอยกลับและเว้นระยะห่างออกจากแนว แต่พบว่า มีผู้ชุมนุมขว้างปาวัตถุสิ่งของต่าง ๆ ใส่แนวกำลังเจ้าหน้าที่ กระทั่งเกิดการตอบโต้กันระหว่างเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนและฝ่ายผู้ชุมนุม

ขณะเดียวกันพบว่ามีการเผาวางเพลิงป้อมจราจรของ สน.ดินแดง จากนั้นเกิดการเผาป้อมตำรวจบริการประชาชนของ สน.พญาไท บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิอีก 1 ป้อม เป็นเหตุให้ตำรวจต้องยกระดับมาตรการควบคุมฝูงชนตามยุทธิวิธี

รอง ผบช.น. ยืนยันว่า ผู้ที่ทำลายทรัพย์สินของทางราชการเสียหายและมีเจตนาทำร้ายเจ้าหน้าที่จะถูกติดตามตัวมาดำเนินคดีวางเพลิงเผาทรัพย์และทำให้เสียทรัพย์ และจะถูกแจ้งข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น ข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปฯ, ทำร้ายพนักงานเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ระหว่างปฏิบัติหน้าที่มีตำรวจถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 1 นาย และมีอีก 5 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติหน้าที่

รอง ผบช.น. ยังระบุถึงคำสั่งศาลแพ่งด้วยว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ไม่ได้มีอุปสรรคจากคำสั่งของศาลแพ่งเรื่องให้ใช้ความระมัดระวังเกี่ยวกับกระสุนยางและแก๊สน้ำตา เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ไปตามปกติ โดยใช้ความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นตามยุทธวิธีที่ได้รับการฝึกอบรมมา ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมที่ใช้วัตถุระเบิดพลุและประทัดยักษ์ รวมถึงอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ต่าง ๆ ขณะนี้ตำรวจพอทราบแหล่งผลิตและแหล่งเงินทุนของกลุ่มดังกล่าวแล้ว อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active