เครือข่ายการศึกษา แนะ เปิด “รพ.สนามสำหรับครอบครัว”

สะท้อนปัญหาการระบาด “คลัสเตอร์ชุมชนแออัด-แคมป์คนงาน” ส่อวิกฤตซ้ำซ้อนกลุ่มเด็กเปราะบาง เสนอภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งจัดการเชิงรุกก่อนเปิดเทอม 14 มิ.ย. นี้

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2564 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักข่าว The Reporters และศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) Thai PBS ร่วมกันจัดเสวนาออนไลน์ “ผลกระทบจากโควิด-19 วิกฤตที่มองไม่เห็น ความเหลื่อมล้ำของเด็กเปราะบางในชุมชนแออัดและพื้นที่เสี่ยง” โดยมีนักวิชาการ ผู้บริหารสถานศึกษา ภาคประชาสังคมที่ทำงานกับเด็กและเยาวชนข้างถนน ในชุมชนแออัดและแคมป์คนงาน เข้าร่วมสะท้อนปัญหาและเสนอทางออกที่เป็นไปได้ในช่วงเวลาที่สถานการณ์โควิด-19 ยังคงวิกฤต

ศ.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ. กล่าวว่า กสศ. ได้เข้าไปทำงานกับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ชุมชนแออัดทั่ว กทม. ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 ที่เกิดสถานการณ์โควิด-19 รอบแรก จนถึงวิกฤตครั้งล่าสุดนี้ พบว่าเด็กและเยาวชนในพื้นที่เสี่ยงกำลังเผชิญ 4 ปัญหาใหญ่ที่มากับภาวะโรคระบาด เรื่องแรกคือภาวะ ‘เครียดเงียบ’ อันเป็นผลจากห่วงโซ่ความรุนแรงของโควิด-19 ที่ทำให้เด็กและเยาวชนต้องซึมซับปัญหาเข้าไปในจิตใจทั้งเรื่องที่ครอบครัวต้องขาดรายได้ สภาพแวดล้อมใกล้ตัวที่มีอัตราผู้ป่วยเพิ่มขึ้น รวมถึงคนรอบตัวกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด หรือการที่ต้องกักตัวไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติได้ ทั้งที่ธรรมชาติในวัยนี้จำเป็นต้องได้วิ่งเล่นสนุกสนาน ขณะที่สิ่งเดียวที่เด็กตอบสนองได้มีเพียงความเงียบ ซึ่งสังเกตได้ผ่านสายตาที่เศร้ากังวลของเด็ก ๆ

“วิกฤตครั้งนี้ เสียงของความเงียบงันกำลังอยู่ภายในตัวเด็ก ๆ เราต้องพยายามฟังเสียงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาวะจำยอม หรือการเก็บกักตัวเองที่ระบายออกมาไม่ได้จนกลายเป็นภาวะเครียดเงียบให้ได้ยิน เพื่อหาทางเยียวยาเขา”

ปัญหาที่สองคือการปิดโรงเรียนทำให้ภาวะการเรียนรู้ของเด็กถดถอยกว่าปกติราว 2-5 เดือน ซึ่งจะยิ่งทำให้คุณภาพการเรียนรู้ในภาพรวมตกต่ำลงไปกว่าเดิมอีกมาก สามคือภาวะทุพโภชนาการ จากการกินไม่ครบมื้อบางมื้อไม่ได้กินอิ่มเต็มที่ หรือได้สารอาหารไม่ครบหมวดหมู่ และสี่คือประเด็นที่ติดตามมาจากวิกฤตเศรษฐกิจคือเด็กกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงสูงในการหลุดออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากหลายครอบครัวขาดรายได้ จึงไม่มีกำลังส่งเสียบุตรหลานให้เรียนไหว

“ประเด็นปัญหาทั้ง 4 ด้าน คือข้อบ่งชี้ว่าแม้จะยังไม่เป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 แต่เด็กและเยาวชนในชุมชนแออัดทุกแห่ง ล้วนสูญเสียสิทธิในทุกด้าน มีชีวิตที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง พัฒนาการถดถอย ขาดความคุ้มครอง ไม่มีส่วนร่วม และเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับเด็กกลุ่มเปราะบางและขาดโอกาสในสังคม”

“วิกฤตซ้อนวิกฤต” เด็กเปราะบางในสถานการณ์โควิด-19

ทองพูล บัวศรี ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน (ไซต์ก่อสร้างและริมทางรถไฟ) มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก พบว่า โควิด-19 ส่งผลกระทบกับเด็กเร่ร่อนบนท้องถนนและเด็กในครอบครัวแรงงานข้ามชาติอย่างรุนแรง ทั้งในด้านการติดเชื้อจากคนในครอบครัว หรือมีคนในครอบครัวติดเชื้อ ขณะนี้ภาคประชาสังคมต้องประสานงานเพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้รับการรักษาหรือการกักตัวดูแลอย่างทันท่วงที และจากการสำรวจกลุ่มเด็กขายพวงมาลัย ทำงานบนท้องถนน เช่น ในย่านวัดญวน-คลองส้มป่อย วัดพระยา กทม. ปีนี้มีโอกาสหลุดจากระบบหลายสิบชีวิต บางส่วนค้างค่าเทอม ทำให้ไม่ได้รับวุฒิการศึกษา ทั้งที่ตั้งใจเรียนได้เกรด 4 ทุกวิชา บางคนไม่มีสิทธิ์ฝึกงาน ผู้ปกครองต้องไปกู้เงินนอกระบบ 

ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันทำให้เด็กกลับมาได้รับการศึกษา และเด็กเล็กควรได้รับการดูแลให้อิ่มท้อง รวมถึงสิ่งของที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ผ้าอ้อมสำเร็จรูป นมผง เร่งด่วนสุดคือต้องผลักดันให้เด็กเข้าถึงทรัพยากรภาครัฐ

“ในส่วนไซต์ก่อสร้างจำนวน 16 แห่งที่ดูแลอยู่ เด็กทั้งหมดเกิดความเครียดเพราะติดอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม 2 คูณ 4 เมตร ครอบครัวทะเลาะกัน มีความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้น สิ่งสำคัญทุกฝ่ายต้องช่วยกันให้เด็ก ๆ สามารถเข้าถึงทรัพยากรการดูแลของภาครัฐ เช่น ค่าใช้จ่ายในการตรวจคัดกรองเพื่อให้ได้รับการดูแลจากสถานสงเคราะห์กรณีพ่อแม่ติดเชื้อ ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายในเรื่องปากท้อง การช่วยเหลือเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา”

ด้าน ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง กล่าวว่า ขณะนี้อัตราการติดเชื้อโควิด-19 ที่คลองเตยยังไม่มีแนวโน้มลดลง ตลาดคลองเตยพบผู้ติดเชื้อ 700 กว่าคน เป็นอีกคลัสเตอร์ใหญ่ ปัญหาคือการที่เด็กติดเชื้อแต่ผู้ปกครองไม่ติด การช่วยเหลือต้องทำให้ผู้ปกครองได้ไปอยู่ในโรงพยาบาลสนาม หรือ Hospitel ไม่เช่นนั้นเด็กจะอยู่บ้านไม่ได้

“เราได้รวบรวมข้อมูลเด็กในหลายชุมชน พบว่ามีเด็กในช่วงวัย 0-12 ปี จำนวนมากที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเนื่องจากครอบครัวสูญเสียงาน แต่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายของเด็กเป็นจำนวนค่อนข้างสูง เช่น ค่านม ผ้าอ้อมสำเร็จรูป สบู่ แป้ง ที่เด็กไม่สามารถใช้ร่วมกับผู้ใหญ่ได้ และสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยให้พัฒนาการของเด็กไม่ขาดช่วง”

ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง มองว่า สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือ มอบสื่อการเรียนรู้และอาหารสำหรับช่วงวิกฤต พยายามสร้างแรงจูงใจให้ครอบครัวได้ใช้เวลาด้วยกัน และต้องมองถึงการสร้างอาชีพให้พ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงลูก การช่วยเหลือทำในมิติเดียวไม่ได้ เพราะในระยะยาวทุกครอบครัวมีภาระทางเศรษฐกิจที่ต้องแบกรับในระยะเฉพาะหน้าโครงการฯ ได้ใช้โมเดลการจ้างงานเยาวชนในพื้นที่ที่ไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยเพราะต้องออกมาทำงานเก็บเงินก่อน เข้ามาช่วยเป็นอาสาสมัคร สำรวจจัดทำฐานข้อมูลการช่วยเหลือ การแพ็คของ ขนส่งผู้ติดเชื้อ พบว่าสามารถบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าได้

ขณะที่ ชาญวิทย์ พวงมาเทศ ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนศูนย์รวมน้ำใจ กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนของ กทม. จะใช้วิธี 4 ออน คือ 1. ออนไลน์ 2. ออนแอร์ 3. ออนแฮนด์ และ 4 . ออนไซต์ ซึ่งสำหรับเขตพื้นที่คลองเตยการเรียนออนแอร์ หรือ ออนไลน์ ทำได้น้อยมาก ทำได้มากที่สุดคือออนแฮนด์ หรือนำใบงานไปให้เด็ก ส่วนค่าเรียนของ ร.ร.ศูนย์รวมน้ำใจ ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมมีอาหารเช้าและกลางวัน แต่อาจจะมีบางส่วนที่ผู้ปกครองต้องจ่ายเพิ่ม เช่น ค่าชุดนักเรียนเพื่อให้เด็กมีชุดใส่ครบทั้งสัปดาห์ ส่วนชุดพละหรือชุดลูกเสือเนตรนารีจัดให้ฟรี ซึ่งแต่ละปีเด็กจะต้องเลือกว่าจะรับชุดพละหรือชุดลูกเสือเนตรนารี

กสศส่ง “โรงเรียนในถุง” แก้ปัญหาการเรียนรู้ถดถอย

อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กสศ. กล่าวว่า จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลกระทบภาวะความรู้ถดถอย หรือ Learning Loss และพบว่าการเรียนออนไลน์ในพื้นที่ชุนชนแออัดยังทำไม่ได้ กสศ. จึงทำงานร่วมกับครูจากเครือข่ายประชาสังคมของเด็กนอกระบบในชุมชนแออัด ซึ่งเป็นเสมือนอาสาสมัครการศึกษาของชุมชน ราว 100 คน ได้พัฒนาพื้นที่ทดลองนำการเรียนรู้ไปหาเด็ก เพื่อเยียวยาผลกระทบด้านการเรียนรู้ถดถอย ไม่ให้พัฒนาการต้องหยุดชะงักและเตรียมความพร้อมสำหรับแผนการช่วยเหลือฟื้นฟูระยะต่อไป โดย กสศ. ได้ออกแบบ โรงเรียนในถุง หรือ ถุงการเรียนรู้เติมยิ้ม ให้เด็ก ๆ ในพื้นที่ชุมชนโรงหมู, ชุมชนริมคลองวัดสะพาน, ชุมชนแฟลต 23-24-25 ชุมชนบ้านมั่นคง โรงเรียนศูนย์รวมน้ำใจรวมไปถึงบางพื้นที่ในชุมชนริมทางรถไฟ เช่น ชุมชนโค้งรถไฟยมราช, ชุมชนบ่อนไก่, ชุมชนไซต์ก่อสร้างที่มูลนิธิสร้างสรรค์เด็กดูแลอยู่ รวมทั้งสิ้นกว่า 1,500 คน

“นอกจากชุมชนแออัดใน กทม. แล้ว ถุงการเรียนรู้ยังทดลองในพื้นที่ชนบท จ.น่าน พร้อมกับสนับสนุนอาสาสมัครการศึกษา ด้วยแนวคิดที่ว่าวิกฤตแบบนี้จำเป็นต้องมีคนมาช่วยครู ทำให้เด็กได้เรียนรู้จากสถานการณ์ ยังมีบทเรียน คือ นักการศึกษาต้องมีทักษะและความรู้ ในการจัดการศึกษาภายใต้สถานการณ์การศึกษาใหม่ ๆตลอดจนแนวทางการถ่ายทอดสู่นักเรียน และให้ความสำคัญกับการลดช่องว่างการเรียนรู้ของนักเรียน”

จับตาวิกฤตเศรษฐกิจ โจทย์ใหญ่รัฐรับมือความเหลื่อมล้ำ 

อนรรฆ พิทักษ์ธานิน หัวหน้าโครงการสนับสนุนองค์ความรู้และพัฒนาเครือข่ายครูและเด็กนอกระบบการศึกษาในกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า วิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ ทำให้เห็นชัดเจนว่าบทบาทภาคประชาสังคมของชุมชนมีพลังสูงในการรับมือกับปัญหาความไม่แน่นอน ความเสี่ยงใหม่ที่เข้ามา ซึ่งระบบราชการไม่สามารถปรับตัวจัดการกับปัญหาได้ทัน 

นี่คือโจทย์ระยะยาว ที่ภาครัฐควรสนับสนุนระบบการทำงานกับภาคประชาสังคมเพื่อเป็นเพื่อนร่วมทาง ช่วยภาครัฐแก้ปัญหาได้ทันท่วงที เพราะระบบโครงสร้างราชการแบบเดิมนั้นปรับตัวได้ช้า จึงจำเป็นต้องมีหุ้นส่วนที่ดีในการทำงาน โดยเฉพาะปัญหาของเด็กกลุ่มเปราะบางจะซับซ้อนหลากหลายขึ้น นอกจากนี้ต้องยอมรับว่าสังคมไทยยังไม่มีองค์ความรู้เชิงระบบในการบริหารจัดการเรื่องเด็กและเยาวชนลูกหลานแรงงานข้ามชาติ ทั้งที่เป็นกลุ่มสำคัญในพื้นที่ กทม. และก่อให้เกิดผลกระทบสูง ประเด็นเรื่องสุขภาพทั้งด้านการตรวจ ดูแลรักษา ถือเป็นประเด็นเร่งด่วนที่รัฐต้องให้ความสำคัญ

“ผลกระทบหลังโควิด-19 จะวิกฤติในหลายจังหวัด การตกงานจะไม่ใช่สามอาทิตย์ แต่เป็นปี โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยง ครัวเรือนที่ทำงานท่องเที่ยว ความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงขึ้น การขยับฐานะทางสังคม การได้รับการศึกษาจะแย่ลง ดังนั้นการลดค่าเทอมเทอมเดียวอาจไม่พอ คนจนได้รับผลกระทบเดือนนึง แต่ชีวิตบอบช้ำไปสามเดือนเป็นโจทย์ที่ภาครัฐต้องคิดว่าสวัสดิการ หรือการช่วยเหลือแบบไหนจะได้ผลมากที่สุดในระยะยาว”

แนะมาตรการ “รพ.สนามสำหรับครอบครัว” เน้นลดค่าใช้จ่ายการศึกษา

ในวงเสวนา “ผลกระทบจากโควิด-19 วิกฤตที่มองไม่เห็น ความเหลื่อมล้ำของเด็กเปราะบางในชุมชนแออัดและพื้นที่เสี่ยง” มีข้อเสนอที่เห็นตรงกัน คือ เสนอให้มีโรงพยาบาลสนามสำหรับครอบครัว เนื่องจากการระบาดคลัสเตอร์ชุมชนแออัด และแคมป์คนงาน หรือไซต์งานก่อสร้าง พบว่ามีแนวโน้มการติดเชื้อทั้งครอบครัวมากขึ้นปัจจุบันยังไม่มีโรงพยาบาลสนามสำหรับเด็กโดยเฉพาะ และบางกรณีได้ถูกแยกการรักษา ส่งผลต่อสภาพจิตใจของเด็ก

ขณะที่ช่วงเปิดเทอมที่จะถึงนี้ ต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ค่าเทอมเป็นศูนย์ รวมถึงลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเช่น ชุดเครื่องแบบลูกเสือที่ไม่ค่อยได้ใส่ การฉีดวัคซีนให้ครูและบุคลากรในพื้นที่อย่างทันท่วงที ประสานงานการจัดสรรวัคซีนโควิด-19 สำหรับเด็ก และเสนอไปยังผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้มีนโยบายจัดสรรอาหารเช้าสำหรับนักเรียนเช่นเดียวกับโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กเปราะบางในชุมชนแออัดและพื้นที่เสี่ยงในช่วงเวลาที่สถานการณ์โควิด-19 ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น 

Author

AUTHOR

ศศิธร สุขบท

มนุษย์ช่างฝัน ชอบสร้างสรรค์ข่าวเชิงบวก มีพรรคพวกชื่อจินตนาการ แสนสุขกับงานขับเคลื่อนสังคม