สธ.รับสถานที่รองรับ​กักตัว​ “ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง”สำคัญ แต่ไม่พอ ยังต้องให้กักตัวที่บ้าน

ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา​ ชี้ต้องลำดับความสำคัญสถานที่​ไว้รองรับผู้ติดเชื้อ​ ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น​ เผยทีมสอบสวนโรคทำงานหนัก​ แต่ยังเพียงพอ​ พบแพทย์ติดเชื้อโควิด-19 แล้ว​กว่า​ 50​ คน

เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2564 นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า​การระบาดในประเทศไทยตอนนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นสายพันธุ์จากอังกฤษ และพบว่าจำนวนมากมีอาการปอดอักเสบทั้งที่ยังไม่มีอาการอื่น จึงเป็นสิ่งที่จะต้องติดตามข้อมูลและอาการป่วยอย่างใกล้ชิด ขณะนี้พบมีผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 21 คน เพิ่มขึ้นมากกว่าตอนระบาดที่สมุทรสาครมีผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจไม่มากขนาดนี้ นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยปอดอักเสบอยู่กว่า 100 คน

ยืนยัน​ ยังให้กักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูง​ที่บ้าน​

ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ที่บางจังหวัดเริ่มเปิดศูนย์กักกันผู้มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโควิด- 19 หรือ Local Quarantine (LQ) แล้ว นพ.จักรรัฐ​ กล่าวว่า​ ส่วนใหญ่ยังต้องกักตัวโดยการแยกตัวเองออกจากครอบครัว​ เพื่อป้องกันไม่ให้คนในครอบครัวติดเชื้อ​ แต่ก็ยอมรับว่า กรณีผู้เสี่ยงสูงต้องตรวจถึงสองครั้งจึงจะทราบว่าเป็นผู้ติดเชื้อหรือไม่ ซึ่งกว่าจะรู้ผล อาจทำให้สมาชิกที่บ้านคนอื่นมีความเสี่ยงติดเชื้อไปแล้ว ดังนั้นการดึงผู้ที่มีความเสี่ยงสูง แยกออกมาอยู่ในสถานที่ที่รัฐจัดให้ เป็นเรื่องสำคัญ และจะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อภายในครอบครัวลง แต่ด้วยสถานการณ์การระบาดขณะนี้ ที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก จึงต้องจัดลำดับความสำคัญให้พื้นที่กักตัวสำหรับผู้ติดเชื้อก่อน ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ยังไม่ใช่ผู้ติดเชื้อ ขณะนี้ยังสามารถอยู่ร่วมกับครอบครัวได้ แต่ต้องแยกห้องนอน แยกการกิน และแยกพื้นที่เว้นระยะห่างให้พอ

“อย่างไรก็ตามหากพบว่าผู้สัมผัสเสี่ยงสูงไม่สามารถดูแลตัวเองอยู่ที่บ้านได้​ เจ้าหน้าที่จะประเมินแล้วต้องพาไปอยู่ในสถานกักตัวเช่นเดียวกับ​ SQ อย่างที่โรงพยาบาล​บำราศนราดูร​ก็มี Quarantine Center อยู่ แต่เนื่องจากระบบบริการเพื่อรองรับผู้ติดเชื้อต้องใช้เป็นจำนวนมาก​ เพราะฉะนั้นอาจจะต้องลำดับความสำคัญให้สำหรับผู้ติดเชื้อก่อน​ ตอนนี้คือให้กักตัวอยู่ที่บ้าน”

ส่วนกรณีพื้นที่จังหวัดสระแก้วที่ผู้ว่าราชการจังหวัดออกประกาศให้ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงต้องเข้ารับการกักตัวในสถานที่ที่รัฐจัดให้เป็นการประเมินจากพื้นที่​ เพราะ​ผู้ว่าราชการจังหวัด​ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อ​ คิดว่ามีโอกาสขยับเคลื่อนที่เยอะมากสำหรับผู้ที่สัมผัสเสี่ยงสูงเนื่องจากมีวินัยในตัวเองไม่ค่อยดี​ ก็สั่งกักตัวได้ตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรค​

สำหรับพื้นที่​ กทม.​ ยังคงใช้นโยบายการกักตัวอยู่ที่บ้าน​ และใช้เจ้าหน้าที่โทรศัพท์ติดตามอาการ​ แล้วก็เตือนเมื่อถึงเวลาตรวจหาเชื้อ​ แต่หากจำนวนผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มสูงขึ้นก็อาจมีแนวโน้ม​ต้องใช้มาตรการกักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูง​ ในสถานที่ที่รัฐจัดให้

แชร์ทีมสอบสวนโรค​ระหว่างจังหวัด รับมือผู้ติดเชื้อใน​ กทม.​

นพ.จักรรัฐ​ กล่าวว่า​ ทั่วประเทศ​ แต่ละอำเภอจะมีทีมสอบสวนโรค​หนึ่งทีม​ ก่อนหน้านี้พยามปรับเพิ่มเป็น 3 ทีมต่ออำเภอ​ แต่ละทีมก็จะมีคุณภาพในการสอบสวนโรคต่างกัน​ การสอบสวนโรคที่ซับซ้อนก็ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ​ ถามว่ามีผู้เชี่ยวชาญ​ด้านการสอบสวนโรคหรือ​ แพทย์ระบาดวิทยามีเยอะไหม​ จริงๆมีไม่เยอะ​ มีน้อยมากถ้าเทียบกับแพทย์สาขาวิชาชีพอื่น อย่างแพทย์อายุรกรรมมีเยอะมาก​ แต่ทั้งประเทศมีหมอระบาดวิทยาเพียง 100 กว่าคน

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ผู้ติดเชื้อหลักพันคนต่อวัน​ ก็ยังจำเป็นต้องสอบสวนโรคว่าคนหนึ่งคนสามารถแพร่ถึงใครบ้าง​ หากปล่อยหมดเลยไม่สอบสวนโรค​ ก็จะไม่รู้ว่าตอนนี้โรคไปถึงไหนแล้ว​ แพร่เชื้อถึงไหนแล้วไปถึงครอบครัวไหนแล้ว​ กรมควบคุมโรคก็จะตามไม่ทัน​ โรคก็จะแพร่ไปเรื่อยๆ​

ส่วนคำถามว่าตอนนี้มีบุคลากรงานระบาดวิทยาสอบสวนโรคทันไหม​ ต้องเรียนว่าตอนนี้​ หนึ่งเคสไม่ได้หมายความว่าสอบสวนแค่คนเดียวผู้สัมผัสบางทีมากกว่า​ 100​ คน

ภาพรวมของทีมสอบสวนโรคคิดว่ายังเพียงพออยู่​ วิธีการจัดการคือเขตไหนว่างจังหวัดไหนว่างก็อาจจะต้องเข้ามาช่วยเขตนี้จังหวัดนี้เป็นระบบสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างกรุงเทพฯก็มีหลายส่วนที่ช่วยกัน​ ไม่ใช่แค่​ สำนักแพทย์​ กรุงเทพมหานครที่ทำเองโดยมีทีม​ สคร.​ สคปม.​ กองระบาดวิทยา​ มีหลายหน่วยงานที่เข้าไปช่วย​ ทีนี้ถามว่าทันแค่ไหนมันขึ้นอยู่กับจำนวนเคสที่เข้ามาแล้วก็การตอบคำถามของประชาชน​ คนที่ติดเชื้อถ้ายิ่งตอบไว​ รู้เร็ว​ ก็จะใช้เวลาค่อนข้างสั้น สอบสวนได้เร็วขึ้น

เตือน​ บริษัท-องค์กร​ รับมือพนักงานติดเชื้อหลังสงกรานต์​

นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องขอร้องสถานประกอบการ หน่วยงานต่างๆ คือเตรียมมาตรการรองรับพนักงานที่จะกลับเข้าทำงานหลังสงกรานต์​ มีการวัดไข้ และเตรียมข้อมูลหน่วยงานที่จะต้องประสานหากพบผู้ติดเชื้อในองค์กร แม้กระทั่งรายละเอียดในการทิ้งขยะทั่วไป ขยะติดเชื้อก็ขอให้ดำเนินการแยกให้ชัดเจน นอกจากนี้ยังต้องหามาตรการลดการรวมตัวในที่ทำงาน งดกินอาหารร่วมกัน การประชุมต่างๆ ให้เน้นระบบออนไลน์ หากผู้ประกอบการเจอผู้ติดเชื้อในองค์กรไม่ต้องตกใจ ให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามหมายเลขที่ท่านได้ลิสต์เอาไว้แล้ว แจ้งกรมควบคุมโรคภายใน 3 ชั่วโมง ปิดแผนกเป็นเวลา 1-3 วัน เพื่อทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ โดยสามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่ได้

สิ่งที่กระทรวงต้องการมากที่สุดคือ การให้พนักงานทำงานที่บ้าน (work from home) ให้มากที่สุด หรืออย่างน้อย 10-50 % โดยพิจารณาตามความสำคัญ คัดกรองพนักงานเบื้องต้น โดยเฉพาะที่เดินทางกลับมาจากต่างจังหวัดว่ามีการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อหรือไม่ ไปพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ ไปในที่ที่มีคนเยอะๆ หรือไม่ หากมีความเสี่ยงเหล่านี้ขอให้มีคำสั่งให้ทำงานที่บ้านไปก่อนอย่างน้อยคือ 14 วัน ส่วนองค์กรที่มีพนักงานน้อยกว่า 50 คน นั้น โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการบริการ ร้านอาหาร ต่างๆ ควรให้พนักงานที่เดินทางกลับมาจากต่างจังหวัดกักตัวเองในที่พัก 14 วัน เพราะตอนนี้มีการติดเชื้อทั่วประเทศ บางคนอาจจะติดเชื้อแล้วไม่รู้ตัวก็ได้ หากให้กลับมาทำงานบริการทันที อาจจะมีปัญหาแพร่ระบาดในวงกว้างได้อีก โดยเฉพาะจากจังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต นครราชสีมา ขอนแก่น สระแก้ว และประจวบคีรีขันธ์ ที่มีการแพร่ระบาดเป็นคลัสเตอร์ใหญ่ๆ

“ขอย้ำว่าการกักตัว หรือการทำงานที่บ้านนั้น เป้าหมายคือต้องการให้แยกตัวจากคนอื่น เพราะฉะนั้นก็ต้องอยู่ในบ้านหรือห้องพักของตัวเอง ไม่ใช่ว่าออกไปร้านสะดวกซื้อ หรือออกไปนั่งทำงานที่ร้านกาแฟ ถ้าเป็นเช่นนั้นไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่เราต้องการให้ทำงานที่บ้าน เพราะยังมีการออกไปเจอคนอีกจำนวนมาก”

กองระบาด​ เผย​ พบแพทย์ติดเชื้อโควิด-19​ แล้วกว่า​ 50​ คน​

มีรายงานพบบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อโควิด-19 แล้วกว่า 50 คน ทั้ง 1. จากการใช้ชีวิตส่วนตัว 2.การสัมผัสกับบุคลากรที่ติดเชื้อ และ 3. ติดเชื้อจากการดูแลผู้ป่วย ซึ่งขณะนี้คนป่วยที่มาตรวจส่วนใหญ่จะแจ้งชัดเจนว่ามีความเสี่ยง ก็จะทำให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถระมัดระวังตัวได้ แต่ก็ยังมีผู้ป่วยมาด้วยโรคอื่น เพราะฉะนั้นการปกปิด หรือโกหกไทมไลน์ อาจจะไม่มีผลตรงนี้ แต่จะมีผลต่อการสอบสวนโรคในชุมชนต่อ ดังนั้นจึงไม่ควรปกปิด หรือโกหกข้อมูล

Author

Alternative Text
AUTHOR

วชิร​วิทย์​ เลิศบำรุงชัย

อดีตนักศึกษา​ฝึกงานไทยพีบีเอส​ เรียนหนังสือและทำข่าวสิ่งแวดล้อม​-เศรษฐกิจ​ ที่เครือเนชั่น​ ปัจจุบัน​กลับมาทำข่าวนโยบาย​สาธารณะ​ที่ไทยพีบีเอส