นายกฯ ยืนยัน ตำรวจควบคุมการชุมนุมตามมาตรฐานสากล

พรรคการเมืองฝ่ายค้าน กลุ่มการเมือง และภาคีนักกฎหมายสิทธิฯ ร่วมประณามเจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง

พรรคการเมืองฝ่ายค้าน และกลุ่มการเมือง เรียกร้องเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล

วันนี้ (1 มี.ค. 2564) อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงประณามและไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องรัฐบาลให้ทบทวนท่าทีและพิจารณาใช้มาตรการจัดการกับการเคลื่อนไหวของประชาชนตามมาตรฐานสากล เคารพและคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ แทนการมุ่งเน้นจำกัด หรือสกัดกั้นการชุมนุมเพราะเชื่อว่า บทเรียนการใช้มาตรการที่รุนแรง จะนำไปสู่ความล้มเหลวของรัฐบาล จนเกิดสภาวะตึงเครียด

เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มั่นใจว่าการชุมนุม เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อทวงถามข้อเท็จจริงกรณีนายกรัฐมนตรีใช้บ้านพักในค่ายทหาร และเห็นว่าประชาชนมีสิทธิที่จะถาม โดยคนเป็นนายกฯ ก็ควรให้คำตอบด้วยเหตุผล ไม่ใช่ปิดกั้นและสลายการชุมนุม ทั้งนี้พรรคก้าวไกลจะติดตามตรวจสอบการละเมิดสิทธิ เพื่อดำเนินการไปตามช่องทางต่างๆ ต่อไป

ส่วน กลุ่มแคร์ “คิดเคลื่อนไทย” ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ขอประณามการใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุม และชี้ว่าทางออกของประเทศ คือการเปิดพื้นที่ปลอดภัย เพื่อพูดคุยต่อกันด้วยสันติวิธี และความเคารพซึ่งกันและกัน

ภาคีนักกฎหมายสิทธิฯ ร่วมประนาม

ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์ (1 มี.ค. 2564) ประณามรัฐที่ใช้ความรุนแรงอย่างเต็มรูปแบบต่อผู้ชุมนุม โดยแถลงการณ์ระบุว่า ปฏิบัติการสลายการชุมนุมเกิดขึ้นภายหลังจากที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว และยังพบว่า ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐได้ปล่อยปละละเลยให้ผู้ที่พยายามยั่วยุปลุกปั่นผู้ชุมนุมให้ใช้ความรุนแรงปฏิบัติการดังกล่าว โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ควบคุมและกันบุคคลดังกล่าวออกจากพื้นที่ แต่กลับให้บุคคลเหล่านั้นหลบอยู่หลังแนวของเจ้าหน้าที่ด้วย

อีกทั้ง ยังพบด้วยว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนได้ใช้กำลัง โดยมีอาวุธ ได้แก่ โล่ กระบอง ตีทำร้ายร่างกายผู้ชุมนุม มีการฉีดน้ำแรงดันสูงพร้อมกับขว้างสิ่งของและกระป๋องแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้ชุมนุมหลายครั้ง และมีการยิงกระสุนยางใส่ผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง จนเป็นเหตุให้ประชาชนที่มาชุมนุมและตำรวจได้รับบาดเจ็บ

ภาคีนักกฎหมาย จึงขอประณามรัฐบาลที่ปล่อยปละละเลย และไม่ปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามหลักการดูแลการชุมนุมของประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพการชุมนุมสาธารณะ สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและเรียกร้องสิทธิเสรีภาพทางการเมือง รวมถึงขอประณามผู้บังคับบัญชา เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน และเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ ที่ใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมและสื่อมวลชนภาคสนาม

โดยเฉพาะการที่เจ้าหน้าที่ใช้กำลังและอาวุธ ถือเป็นการสร้างสถานการณ์และยั่วยุให้ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง การฉีดน้ำแรงดันสูง การยิงแก๊สน้ำตา และการยิงกระสุนยางใส่ผู้ชุมนุม ยังไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติเรื่องการสลายการชุมนุม โดยเฉพาะเรื่องการใช้ความรุนแรง ที่ระบุว่าควรเป็นหนทางสุดท้ายในการนำมาใช้ การปฏิบัติการแบบจากเบาไปหาหนัก และแนวปฏิบัติว่าด้วยการใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำในการบังคับใช้กฎหมาย

พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนในเหตุการณ์นี้ ต้องรับผิดชอบในทางกฎหมายต่อการกระทำที่เกิดขึ้น เพื่อไม่สร้างวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด เพื่อป้องปรามและป้องกันไม่ให้มีการกระทำของเจ้าหน้าที่เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

นายกฯ ยืนยัน “ตำรวจ” ควบคุมการชุมนุมตามมาตรฐานสากล

ขณะที่ นายกรัฐมนตรี ยืนยันตำรวจควบคุมการชุมนุมตามมาตรฐานสากล และขอยุติวิพากษ์วิจารณ์ด้านเดียว พร้อมกล่าวย้ำ ใครละเมิดกฎหมาย ก็ต้องดำเนินการเอาผิด ไม่มีละเว้น ต้องยึดถือบ้านเมืองเป็นหลัก และไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยแบบใด ก็ต้องเคารพกฎหมาย ระบุด้วยว่า สื่อมวลชนไม่ควรนำเสนอข่าวว่าตำรวจใช้ความรุนแรงเพียงข้างเดียว

“สื่อก็เห็นแล้วว่าเป็นความรุนแรง ดังนั้นต้องเสนอข่าวทั้ง 2 ทาง ไม่ใช่บางสื่อเสนอข่าวตำรวจใช้ความรุนแรงเพียงข้างเดียว แต่ภาพอีกฝ่ายกลับไม่นำมาออกเลย แบบนี้บ้านเมืองอยู่ไม่ได้ ขอร้องสื่อทุกสื่อด้วย ขอให้ทุกคนรวมทั้งสื่อต่าง ๆ ยึดถือบ้านเมืองเป็นหลัก ขอร้องว่า ทำอย่างไรให้บ้านเมืองของเรามีความสงบและเคารพกฎหมาย เป็นไปตามกฎหมายของบ้านเมือง”

นายกฯ ยังชี้แจงด้วยว่า เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นเพราะตำรวจเห็นว่า มีการรุกเข้ามาในพื้นที่หวงห้าม และมีการใช้กำลังทำร้ายตำรวจ จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการตามมาตรฐานสากล

Author

Alternative Text
AUTHOR

เล็ก | เพ็ญพรรณ อินทปันตี

อดีตนักกิจกรรม รักการอ่าน งานเขียน ว่ายน้ำ และเล่นกับแมว