“รัฐธรรมนูญใหม่ สู่รัฐสวัสดิการ”



(28 พ.ย.2563) เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ตัวแทนนักการเมือง นักวิชาการร่วมวงเสวนา “มหกรรมรัฐธรรมนูญใหม่สู่รัฐสวัสิดการ” ถกความเป็นไปได้ที่ไทยจะมีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า

นิมิตร์ เทียนอุดม เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ย้ำว่า “อะไรที่เป็นของประชาชนไม่เคยตกลงมาจากฟ้า แต่ตกลงมาจากการเรียกร้องของประชาชน” โดยยกตัวอย่างความยากลำบาก ตั้งแต่การผลักดันหลักประกันด้านสุขภาพ ตั้งแต่ปี 2542 แต่เมื่อเรียกร้องได้สำเร็จ ก็ทำให้สังคมไทยมีหลักประกันด้านสุขภาพ และทำให้ความยากจนจากความเจ็บป่วยหยุดลง  ปัจจุบันภาคประชาชนยังพยายามผลักดันเรื่อง บำนาญแห่งชาติ โดยหลักการคำว่าถ้วนหน้า เกณฑ์เดียวที่กฎหมายบำนาญแห่งชาติตั้งไว้ คือ ทุกคนอายุ 60 ปี ต้องได้รับทั้งหมด ในฐานะภาคประชาชนมองว่า สถานะของกฎหมายฉบับนี้ยังมีความหวังที่ยังไม่ถูกปัดตก พร้อมแนะหากรัฐบาลต้องการจะได้ผลงานควรต้องปรับแก้ไข พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ ให้เป็น พ.ร.บ.ผู้สูงอายุและบำนาญแห่งชาติ

ระบบการคลัง เพื่อรองรับระบบสวัสดิการสังคม

เดชรัต สุขกำเนิด นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ มองว่า การตั้งคำถามว่า … ตกลงเงินพอไหม? สวัสดิการเพิ่ม เอาเงินมาจากไหน? ทำให้เราหลงลืมตั้งคำถามกับรัฐว่า 

ตกลงที่จ่ายอยู่เยอะแล้วหรือ? 

จ่ายให้ใครบ้าง? ถ้าจำเป็นจะต้องเพิ่มจะเพิ่มจากจุดไหน ?

พร้อมนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการของไทย เช่น องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ILO และ  World Bank  ระบุสอดคล้องกันว่า “ค่าใช้จ่ายด้านการคุ้มครองสังคมของไทยคิดเป็น 3.7% ของ GDP ครึ่งหนึ่งของที่จีน กับเวียดนามจ่าย ที่จ่ายราว 6%”  แม้ ILO จะชมว่าจ่าย 600 ถ้วนหน้า แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับการดำรงชีพ  โดยหากเทียบสัดส่วนค่าใช้จ่ายทุกด้านของไทย ทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา บำนาญ การคุ้มครองแรงงาน และการช่วยเหลือสังคม ฯลฯ ไทยจ่ายสวัสดิการน้อยกว่าหลายประเทศทั่วโลก

อาจารย์เดชรัต ยังคาดการณ์งบประมาณระบบบำนาญแห่งชาติ หากจะจัดแบบถ้วนหน้า 3,000 บาท/เดือน จะมีภาระต่อ GDP เพิ่มขึ้นเล็กน้อยไม่เกิน 3% จึงเสนอไม่ต้องตัดงบข้าราชการ แต่เสนอให้เพิ่มสวัสดิการให้ประชาชนแทน ด้วยการเพิ่มหมวดสวัสดิการประชาชนอยู่ใน พ.ร.บ.งบประมาณฯ

ความเป็นไปได้ทางการคลังของบำนาญแห่งชาติ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลระบุ การจัดสรรงบประมาณเพื่อรัฐสวัสิดการ สำหรับวัยเกษียณมีความเป็นไปได้ทางการคลัง

ปัจจุบันไทยมีผู้สูงอายุ 12 ล้านคน ได้รับอยู่เพียง 9.6 ล้านคน แม้จะต้องใช้งบประมาณเพิ่มเฉลี่ยปีละ 5 แสนล้านบาทไปอีก 20 ปี ข้างหน้า ถ้ารัฐบาลสามารถหาแหล่งเงินที่ชัดเจนได้

เช่น ภาษีสรรพสามิต, ภาษี E-service, ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม, ขายสลาก ฯลฯ ถึงแม้ว่าจะต้องกู้ยืมบ้างก็ไม่อยู่ในระดับที่ทำให้วินัยการคลังเสีย รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับรัฐสวัสิดการน้อยมาก ทั้งที่รัฐสวัสดิการ คือ ทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมย้ำ ประเทศไทยต้องก้าวข้ามมายาคติเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการ รัฐต้องบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศอย่างมีศักดิ์ศรี และไม่ต้องมีการพิสูจน์ความยากจน

ด้าน นายทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ระบุว่า มีความเป็นไปได้ แต่ยังมีความท้าทาย เพราะปัจจุบันสังคมไทยกำลังถือรัฐธรรมนูญนิยม มีเรื่องของอำนาจการแย่งชิงผลประโยชน์ ขณะที่สวัสดิการสังคมก็ยังเป็นเรื่องสงเคราะห์ ไม่มีสิทธิ์เสมอกัน ต้องพิสูจน์ความจน ความยากไร้ ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ขณะนี้มีความพยายามผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติ เพื่อสร้างหลักประกันคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนจำนวน 5 ร่าง และกำลังมีข้อเสนอเพิ่มเติมจากทั้งภาคประชาชน พรรคการเมืองฝ่ายค้าน และรัฐบาล เพื่อให้เป็นหลักประกันในชีวิตที่ดีของประชาชน

Author

Alternative Text
AUTHOR

บุศย์สิรินทร์ ยิ่งเกียรติกุล

นักข่าวตาปรือ จบสายวิทย์-สังคมฯ จิตวิทยา กับ บริหารรัฐกิจฯ สนใจวิธีคิด-สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย