ส่อง 30 นโยบายพัฒนาชีวิตเด็กที่คนให้ความสนใจใน ‘Relearn Festival 2024’

“หากดอกไม้ไม่บาน เราไม่แก้ดอกไม้ เราแก้สภาพแวดล้อม” ประโยคเตือนใจของนักเขียนและนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ชาวดัตช์ เพราะการเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตขึ้นมานั้น ไม่ใช่หน้าที่ของสถาบันครอบครัวเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงสังคมและสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ที่กำหนดคุณภาพชีวิตของเด็กและครอบครัว

ประโยคนี้ ถูกเขียนไว้บนผืนผ้าใน Relearn Festival 2024: Co-Creating Next Generation ที่มิวเซียมสยาม เพื่อแสดงให้เห็นว่าการเติบโตของเด็กคนหนึ่ง จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจของสังคมร่วมกัน

ในโซน RETHINK our future เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือของ Mappa กับศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) ที่เชิญชวนและเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานมีส่วนร่วมในการ ‘ส่งเสียง’ เพื่อ ‘กำหนดทิศทาง’ คุณภาพชีวิต ผ่าน 30 นโยบายเด็กและครอบครัวที่ผ่านการเลือกสรรมาแล้ว

โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานเลือกนโยบายที่ตัวเองสนใจ (จะกี่นโยบายก็ได้) จากนั้นนำกระดาษสีที่ตรงกับสีของนโยบายที่สนใจ มาทำเป็นดอกไม้ (ดอกไม้ 1 ดอก มี 1 สี แทน 1 นโยบาย) แล้วจึงนำไปแขวนที่หลังเวที เพื่อส่งเสียงว่าผู้คนให้ความสำคัญกับนโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและครอบครัวไหนบ้าง โดยผู้จัดงานจะนำข้อมูลไปต่อยอด เปรียบเทียบข้อมูลในต่างจังหวัด เช่น พื้นที่ชายแดนภาคใต้ เพื่อสะท้อนว่าคนในแต่ละพื้นที่มีความต้องการในนโยบายใดบ้าง แตกต่างกันหรือไม่

นโยบาย

The Active ทำการเก็บข้อมูลจำนวนดอกไม้ทั้ง 30 สี 30 นโยบายหลังเวทีเมื่อสิ้นสุดงาน มีดอกไม้ที่ผู้คนนำไปแขวนจำนวน 1,114 ดอก โดยเรียงลำดับนโยบายตามความสนใจของผู้เข้าร่วมงาน (จากจำนวนดอกไม้) จากมากไปน้อย ดังนี้

อันดับนโยบายมิติจำนวนดอกไม้สัดส่วน
1ปรับปรุงระบบการศึกษาให้ลดความเหลื่อมล้ำ มีคุณภาพดี ทั่วถึง และเท่าเทียมพัฒนาระบบการศึกษาให้ทั่วถึง มีคุณภาพ 11210.05%
2ปรับปรุงหลักสูตรครู สอนเน้นเข้าใจมากกว่าท่องจำพัฒนาระบบการศึกษาให้ทั่วถึง มีคุณภาพ 857.63%
3ค้นหาเชิงรุก ช่วยเหลือเยาวชนที่เสี่ยงต่อความรุนแรงในครัวเรือนก่อนถูกทำร้ายช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบาง787.00%
4ควบคุมกัญชาอย่างเข้มงวดในพื้นที่ใกล้โรงเรียนคุ้มครองเด็กจากอบายมุข504.49%
5กระบวนการคุ้มครองเด็กต้องไม่ทำร้ายเด็กซ้ำสองช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบาง474.22%
6การศึกษาที่รองรับเด็กพิเศษหรือสมาธิสั้นอย่างทั่วถึงในต่างจังหวัดพัฒนาระบบการศึกษาให้ทั่วถึง มีคุณภาพ 454.04%
6เพิ่มความหลากหลายในชั้นเรียนสังคมไม่กีดกัน เปิดรับความหลากหลาย443.95%
8ขยายสิทธิลาคลอดเป็น 6 เดือน ให้ทั้งพ่อและแม่ยกระดับสวัสดิการเพื่อเยาวชน 443.95%
9เพิ่มแหล่งเรียนรู้ใกล้บ้านยกระดับสวัสดิการเพื่อเยาวชน 423.77%
10เพิ่มค่าตอบแทนจูงใจครูในสาขาและพื้นที่ที่ขาดแคลนพัฒนาระบบการศึกษาให้ทั่วถึง มีคุณภาพ 383.41%
11เพิ่มงบพัฒนาเด็กจังหวัดชายแดนใต้แทนงบความมั่นคงพัฒนาระบบการศึกษาให้ทั่วถึง มีคุณภาพ 373.32%
12ผังเมืองที่เอื้อให้เยาวชนพื้นเพหลากหลายได้เป็นเพื่อนกันสังคมไม่กีดกัน เปิดรับความหลากหลาย363.23%
13บริการรับเลี้ยงเด็กในแหล่งชุมชนยกระดับสวัสดิการเพื่อเยาวชน 343.05%
14มอบ ‘กล่องแรกเกิด’ ให้เด็กทุกคนเริ่มต้นชีวิตอย่างเท่าเทียมยกระดับสวัสดิการเพื่อเยาวชน 332.96%
15ควบคุมโฆษณาส่งเสริมการขายกัญชา โดยเฉพาะในเด็กและเยาวชนคุ้มครองเด็กจากอบายมุข312.78%
16เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้ายกระดับสวัสดิการเพื่อเยาวชน 292.60%
17ครอบครัวแรงงานข้ามชาติได้รับสวัสดิการ การดูแลตามหลักสิทธิมนุษยชนช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบาง282.51%
17นักดูแลสุขภาพใจใกล้บ้าน ช่วยคนซึมเศร้าก่อนป่วยหนักยกระดับสวัสดิการเพื่อเยาวชน 282.51%
19ควบรวมโรงเรียนและจัดสรรครูให้ได้สอนตรงสาขาพัฒนาระบบการศึกษาให้ทั่วถึง มีคุณภาพ 272.42%
20ลดสถานสงเคราะห์เด็ก เพิ่มครอบครัวอุปถัมภ์ช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบาง262.33%
20บรรจุ ‘ความเสมอภาคทางเพศ’ ในหลักสูตรการศึกษาสังคมไม่กีดกัน เปิดรับความหลากหลาย262.33%
22บรรจุภัณฑ์ที่มีกัญชาต้องเป็นแบบที่เด็กเปิดยาก (Child-resistant packaging)คุ้มครองเด็กจากอบายมุข252.24%
23เพิ่มช่องทางให้เยาวชนมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านระบบออนไลน์สร้างเด็กเป็นพลเมือง เพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมือง 242.15%
23ย้ายสภาเยาวชนไปอยู่กับสภาผู้แทนราษฎรสร้างเด็กเป็นพลเมือง เพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมือง 242.15%
23ให้คณะกรรมการนักเรียน/นักศึกษามีส่วนในการกำหนดนโยบายในสถานศึกษาสร้างเด็กเป็นพลเมือง เพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมือง 242.15%
26ศูนย์เด็กเล็กเปิด-ปิดตามเวลางานพ่อแม่ยกระดับสวัสดิการเพื่อเยาวชน 211.89%
27ลดอายุผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเหลือ 18 ปีสร้างเด็กเป็นพลเมือง เพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมือง 201.80%
28ลดอายุผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเหลือ 15 ปีสร้างเด็กเป็นพลเมือง เพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมือง 191.71%
28ลดการเลือกปฏิบัติต่อชาวมุสลิมสังคมไม่กีดกัน เปิดรับความหลากหลาย191.71%
30ฐานข้อมูลครัวเรือนเปราะบาง ให้ความช่วยเหลืออย่างตรงเป้าช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบาง181.62%
1,114100%

3 อันดับสูงสุด: ปรับระบบการศึกษา-ปรับหลักสูตรครูด้านการสอน-ค้นหาเชิงรุกก่อนเยาวชนถูกทำร้าย

จากบรรดา 30 นโยบาย มี 3 นโยบายที่มีคนส่งเสียง-ให้ความสนใจมากที่สุด ได้แก่

  • ปรับปรุงระบบการศึกษาให้ลดความเหลื่อมล้ำ มีคุณภาพดี ทั่วถึง และเท่าเทียม (อันดับ 1 จำนวนดอกไม้ 112 ดอก คิดเป็น 10.05%)
  • ปรับปรุงหลักสูตรครู สอนเน้นเข้าใจมากกว่าท่องจำ (อันดับ 2 จำนวนดอกไม้ 85 ดอก คิดเป็น 7.63%)
  • ค้นหาเชิงรุก ช่วยเหลือเยาวชนที่เสี่ยงต่อความรุนแรงในครัวเรือนก่อนถูกทำร้าย (อันดับ 3 จำนวนดอกไม้ 78 ดอก คิดเป็น 7.00%)

นโยบาย 3 อันดับแรกเป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา 2 นโยบาย และนโยบายที่เกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว 1 นโยบาย แสดงให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมงานค่อนข้างให้ความสำคัญกับการศึกษา และเชื่อว่านโยบายเหล่านี้จะส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กได้ รวมถึงอาจสะท้อนได้ถึงปัญหาของสังคมในปัจจุบันว่ายังมีปัญหาเหล่านี้อยู่และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ฉัตร คำแสง ผู้อำนวยการ 101 PUB และ คิด for คิดส์ ร่วมสะท้อนความเห็นในวงเสวนาว่า สิ่งแรกที่ตนอยากให้สังคมเรียนรู้เข้าใจใหม่ คือ การลงทุนกับเด็กนั้นคุ้มค่าเสมอ งานวิจัยในต่างประเทศชี้ว่า การลงทุนในเด็กเล็กเพียง 1 บาท จะได้ผลตอบแทนทางสังคมกลับมา 7 – 9 บาท ดังนั้น การเลี้ยงดูเด็กแบบปล่อยปละละเลยในวัยเด็ก และหวังให้โรงเรียนช่วยบ่มเพาะในวัยที่โตขึ้น อาจทำให้สังคมเสียโอกาสในการพัฒนาเด็กไปอย่างน่าเสียดาย

“เรามักพูดว่าทำอย่างไรให้มีเด็กเกิดมามากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ควรทำคือการผลักดันนโยบายอุดหนุนสวัสดิการเด็กเล็ก ก่อนที่พวกเขาจะเข้าโรงเรียน พวกเขาพร้อมแล้วหรือยัง สิ่งที่พบแล้วคือปัญหาภาวะ ‘สมาธิสั้นเทียม’ ดังนั้น การให้เด็กที่มีปัญหาเข้าไปเรียนในหลักสูตรให้มันได้ประสิทธิผล ทัดเทียมกับคนประเทศอื่น ๆ มันก็คงจะยากขึ้น”

3 อันดับรั้งท้าย: ลดการปฏิบัติต่อชาวมุสลิม-ลดอายุเลือกตั้งเหลือ 15 ปี-ฐานข้อมูลครัวเรือนเปราะบาง

จากบรรดา 30 นโยบาย มี 3 นโยบายที่มีคนส่งเสียง-ให้ความสนใจน้อยที่สุด ได้แก่

  • ลดการเลือกปฏิบัติต่อชาวมุสลิม (อันดับ 28 จำนวนดอกไม้ 19 ดอก คิดเป็น 1.71%)
  • ลดอายุผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเหลือ 15 ปี (อันดับ 28 จำนวนดอกไม้ 19 ดอก คิดเป็น 1.71%)
  • ฐานข้อมูลครัวเรือนเปราะบาง ให้ความช่วยเหลืออย่างตรงเป้า (อันดับ 30 จำนวนดอกไม้ 18 ดอก คิดเป็น 1.62%)

สะท้อนให้เห็นว่านโยบายดังกล่าวไม่ได้มีคนให้ความสนใจที่มากนัก อาจเพราะผู้เข้าร่วมงานไม่ได้ประสบปัญหาดังกล่าว หรืออาจจะยังมองไม่เห็นว่านโยบายดังกล่าวจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและครอบครัวได้อย่างไรบ้าง

ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสุขภาวะเด็ก เยาวชน ครอบครัว (สำนัก 4) สสส. กล่าวในวงเสวนาของงาน Relearn Festival ไว้ว่า ขณะนี้มีข้อมูลพบว่า เด็กไทยราวร้อยละ 75 อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน กล่าวคือพวกเขาอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนั้น การที่พวกเขาจะได้เข้าถึงพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่มีคุณภาพนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก 

“คืออยากใช้คำว่า ‘เขาดิ้นรนกันตามยถากรรม’ พวกเขากำลังเลี้ยงลูกในขณะที่ครอบครัวมีฐานะยากจน ในต่างจังหวัดกว่าร้อยละ 80 เด็กเล็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ อยู่กับปู่ย่าตายาย พ่อแม่ต้องไปทำงานเพื่อส่งเงินมา ดังนั้น มันต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากไปกับการดำเนินนโยบายโอบอุ้มเด็กเล็ก ซึ่งตอนนี้มีผลการศึกษาชี้ว่า เงินเหล่านั้นส่วนมากไปกองที่เด็กโต ส่วนเด็กเล็กลงทุนน้อยสุด”

30 นโยบายแบ่งเป็น 6 มิติการพัฒนา

จาก 30 นโยบายที่มีให้ผู้เข้าร่วมงานได้เลือก The Active ได้แบ่งออกเป็น 6 ประเภท ตามมิติการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและครอบครัว ดังนี้

มิติจำนวนนโยบายจำนวนดอกไม้
พัฒนาระบบการศึกษาให้ทั่วถึง มีคุณภาพ6344
ยกระดับสวัสดิการเพื่อเยาวชน7231
ช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบาง5197
สังคมไม่กีดกัน เปิดรับความหลากหลาย4125
สร้างเด็กเป็นพลเมือง เพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมือง5111
คุ้มครองเด็กจากอบายมุข3106

มิติพัฒนาระบบการศึกษาให้ทั่วถึง มีคุณภาพ มาเป็นอันดับ 1

นโยบาย

มีทั้งหมด 6 จาก 30 นโยบาย เรียงตามลำดับความสนใจของผู้เข้าร่วมงาน ดังนี้

  • ปรับปรุงระบบการศึกษาให้ลดความเหลื่อมล้ำ มีคุณภาพดี ทั่วถึง และเท่าเทียม (อันดับ 1 จำนวนดอกไม้ 112 ดอก คิดเป็น 10.05%)
  • ปรับปรุงหลักสูตรครู สอนเน้นเข้าใจมากกว่าท่องจำ (อันดับ 2 จำนวนดอกไม้ 85 ดอก คิดเป็น 7.63%)
  • การศึกษาที่รองรับเด็กพิเศษหรือสมาธิสั้นอย่างทั่วถึงในต่างจังหวัด (อันดับ 6 จำนวนดอกไม้ 45 ดอก คิดเป็น 4.04%)
  • เพิ่มค่าตอบแทนจูงใจครูในสาขาและพื้นที่ที่ขาดแคลน (อันดับ 10 จำนวนดอกไม้ 38 ดอก คิดเป็น 3.41%)
  • เพิ่มงบพัฒนาเด็กจังหวัดชายแดนใต้แทนงบความมั่นคง (อันดับ 11 จำนวนดอกไม้ 37 ดอก คิดเป็น 3.32%)
  • ควบรวมโรงเรียนและจัดสรรครูให้ได้สอนตรงสาขา (อันดับ 19 จำนวนดอกไม้ 27 ดอก คิดเป็น 2.42%)

ผู้เข้าร่วมงานค่อนข้างให้ความสนใจกับกลุ่มนโยบายการศึกษา โดยได้ดอกไม้รวมทั้ง 6 นโยบายอยู่ที่ 344 ดอก ซึ่งเฉลี่ยแล้วได้นโยบายละ 57.33 ดอก ซึ่งสูงที่สุดในบรรดามิติทั้งหมด

ตามด้วย มิติยกระดับสวัสดิการเพื่อเยาวชน และมิติช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบาง

นโยบาย

อันดับที่ 2 คือมิติยกระดับสวัสดิการเพื่อเยาวชน มีทั้งหมด 7 นโยบาย ได้ดอกไม้รวม 231 ดอก เฉลี่ยนโยบายละ 33 ดอก

อันดับที่ 3 คคือมิติช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส มีทั้งหมด 5 นโยบาย ได้ดอกไม้รวม 197 ดอก เแลี่ยนโยบายละ 39.4 ดอก

จะเห็นได้ว่า นอกจากมิติการพัฒนาการศึกษาแล้ว ผู้คนที่เข้าร่วมงานมองว่ามิติที่สำคัญรองลงมาคือ การยกระดับสวัสดิการในด้านต่าง ๆ และช่วยเหลือกลุ่มเด็กชายขอบ โดยนโยบายค้นหาเชิงรุก ช่วยเหลือเยาวชนที่เสี่ยงต่อความรุนแรงในครัวเรือนก่อนถูกทำร้าย ได้คะแนนมาเป็นอันดับที่ 3 จากนโยบายทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ผู้เข้าร่วมงานมองว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องมีการแก้ไขในปัจจุบัน

มิติสร้างเด็กเป็นพลเมือง เพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมือง

นโยบาย

มีทั้งหมด 5 จาก 30 นโยบาย ซึ่งเรียงตามลำดับความสนใจของผู้เข้าร่วมงานดังนี้

  • เพิ่มช่องทางให้เยาวชนมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านระบบออนไลน์ (อันดับ 23 จำนวนดอกไม้ 24 ดอก คิดเป็น 2.15%)
  • ย้ายสภาเยาวชนไปอยู่กับสภาผู้แทนราษฎร (อันดับ 23 จำนวนดอกไม้ 24 ดอก คิดเป็น 2.15%)
  • ให้คณะกรรมการนักเรียน/นักศึกษามีส่วนในการกำหนดนโยบายในสถานศึกษา (อันดับ 23 จำนวนดอกไม้ 24 ดอก คิดเป็น 2.15%)
  • ลดอายุผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเหลือ 18 ปี (อันดับ 27 จำนวนดอกไม้ 20 ดอก คิดเป็น 1.80%)
  • ลดอายุผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเหลือ 15 ปี (อันดับ 28 จำนวนดอกไม้ 19 ดอก คิดเป็น 1.71%)

กลุ่มนโยบายการมีส่วนร่วมของเยาวชนมีอันดับที่ค่อนไปทางท้าย แม้จะมีนโยบายถึง 5 นโยบาย แต่ได้ดอกไม้รวมไปเพียง 111 ดอก ซึ่งหากเฉลี่ยแล้วจะได้นโยบายละ 22.2 ดอกเท่านั้น ซึ่งต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับมิติอื่น ๆ

ที่น่าสนใจคือในกลุ่มนโยบายดังกล่าว มีนโยบายลดอายุผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงอยู่ 2 ตัวเลือก คือลดเหลือ 18 ปี และลดเหลือ 15 ปี ซึ่งอันดับรั้งท้ายกว่านโยบายอื่น ๆ ในมิติเดียวกัน

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล ชี้ว่า ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมาทำให้เห็นปรากฏการณ์ที่เยาวชนออกมามีส่วนร่วมในการเรียนร้องเชิงนโยบายมากขึ้น แต่ก็มีเยาวชนไม่น้อยที่รู้สึกว่าเสียงของเขายังไม่ถูกรับฟังเท่าที่ควร ดังนั้น ในฐานะที่เยาวชนก็เป็นเจ้าของประเทศนี้ เขาเองก็ควรได้รับโอกาสและพื้นที่ในการร่วมออกแบบอนาคตสังคมที่เขาต้องการอาศัยอยู่

“ยังมีเยาวชนไม่น้อยที่รู้สึกว่าเสียงของเขายังไม่ได้ถูกรับฟังอย่างเพียงพอ ทั้งในห้องเรียนก็ดี และในสังคมภาพรวมก็ดี ดังนั้น เราจึงต้องมาถกคิดว่า ทำอย่างไรให้เยาวชนได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ในกระบวนการตัดสินใจและออกแบบอนาคตของสังคม”

มิติคุ้มครองเด็กจากอบายมุข มาเป็นอันดับสุดท้าย

มีทั้งหมด 3 จาก 30 นโยบาย โดยเน้นไปที่นโยบายที่เกี่ยวข้องกับกัญชาทั้งหมด ซึ่งเรียงตามลำดับความสนใจของผู้เข้าร่วมงานดังนี้

  • ควบคุมกัญชาอย่างเข้มงวดในพื้นที่ใกล้โรงเรียน (อันดับ 4 จำนวนดอกไม้ 50 ดอก คิดเป็น 4.49%)
  • ควบคุมโฆษณาส่งเสริมการขายกัญชา โดยเฉพาะในเด็กและเยาวชน (อันดับ 15 จำนวนดอกไม้ 31 ดอก คิดเป็น 2.78%)
  • บรรจุภัณฑ์ที่มีกัญชาต้องเป็นแบบที่เด็กเปิดยาก (Child-resistant packaging) (อันดับ 22 จำนวนดอกไม้ 25 ดอก คิดเป็น 2.24%)

แม้จะได้ดอกไม้รวมไป 106 ดอก (เฉลี่ยนโยบายละ 35.33 ดอก) แต่นโยบายควบคุมกัญชาอย่างเข้มงวดในพื้นที่ใกล้โรงเรียนกลับมีคะแนนที่สูง (ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 4 จากทั้งหมด 30 นโยบาย) จึงอาจอนุมานได้ว่าผู้เข้าร่วมงานเห็นความสำคัญของปัญหากัญชาในปัจจุบันว่าส่งผลกระทบต่อเยาวชน และวิธีการแก้ไขที่ดีที่สุดคือการควบคุม (ซึ่งอาจเน้นที่การควบคุมการซื้อขายเป็นหลัก)

ณัฐยา ร่วมแบ่งปันประสบการณ์กับวงเสวนา ถึงคำกล่าวที่ว่า “เลี้ยงเด็กหนึ่งคน ต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน” โดยคำกล่าวนี้ไม่ใช่เพียงคำพูดสวยหรู แต่เป็นแนวนโยบายสำคัญที่สังคมไทยต้องทำให้เกิดขึ้น ในหลายพื้นที่ชทบทของไทย พบว่า เด็กในทุกบ้านจะต้องถูกติดตามโดยเครือข่ายทีมพัฒนาชุมชน เด็กในครัวเรือนใดที่อยู่ในภาวะยากจนหรือเสี่ยงภัย จะต้องได้รับการคุ้มครองโดยทันที 

“มันไม่ใช่แค่คำพูดสวย ๆ มันเกิดขึ้นได้จริง เพราะเมื่อชุมชนมีความเข้มแข็ง และมองว่าเด็กทุกคนที่เกิดมาเป็นลูกของชุมชน โอกาสที่เด็กจะได้รับการดูแลแม้ครอบครัวกำลังอ่อนแอ สามารถเกิดขึ้นได้ในทันที ตอนนี้มีราว ๆ 200 ตำบล จากเกือบ 20 จังหวัด ที่นำร่องชุมชนแบบนี้ ชวนคิดต่อว่า ถ้าจะขยับให้เกิดขึ้นใน 7,000 ชุมชนทั่วประเทศ เราจะต้องไปขยับในนโยบายภาพใหญ่อย่างไรบ้าง”

การเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตขึ้นมาจึงไม่ใช่หน้าที่ของสถาบันครอบครัวเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงสังคมและสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ที่กำหนดคุณภาพชีวิตของเด็กและครอบครัวผ่านนโยบาย ประโยคที่เขียนไว้บนผืนผ้าอธิบายกิจกรรมว่า “หากดอกไม้ไม่บาน เราไม่แก้ดอกไม้ เราแก้สภาพแวดล้อม” ของ Alexander Den Heijer จึงเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจ และในบริบทนี้ หากเปรียบเหมือนเด็กเป็น ‘ดอกไม้’ เราก็ต่างล้วนเป็น ‘สภาพแวดล้อม’ ที่คอยกำหนดว่าดอกไม้จะโตหรือไม่ และช่วยกันเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ดอกไม้เติบโตและผลิบานได้อย่างงดงาม

นอกจากนี้ กิจกรรมยังทำให้ Unlearn และ Relearn ได้ว่านโยบายไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของชนชั้นนำ อย่างรัฐบาล นักวิชาการ ภาคธุรกิจ เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของพวกเราทุกคนในสังคมที่จะส่งเสียงและกำหนดทิศทางนโยบายเพื่ออนาคตของเด็กและเยาวชนในประเทศของเราต่อไป


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

ธนธร จิรรุจิเรข

เด็กหนุ่มผู้หมดจิตหมดใจจะใฝ่ฝัน แต่ก็พบว่าชีวิตตัวเองพึ่งเริ่มต้นเท่านั้น

Alternative Text
AUTHOR

พีรดนย์ ภาคีเนตร

บัณฑิตจบใหม่คณะสื่อสารฯ ผู้เฝ้าหาเรื่องตลกขบขันในชีวิต แต่พบว่าสิ่งที่ตลกที่สุดคือชีวิตเราเอง

Alternative Text
GRAPHIC DESIGNER

ชญาดา จิรกิตติถาวร

เปรี้ยว ซ่า น่ารัก ไม่กินผัก ไม่กินเผ็ด