8 พรรคร่วมเดินหน้าแก้ รธน.ฉบับประชาชน พร้อมแก้คอร์รัปชันทั้งระบบ

ไทยสร้างไทย หนุนกระจายอำนาจเต็มรูปแบบ ด้าน ก้าวไกล ประกาศเดินหน้า 3 เปลี่ยน สร้างส่วนร่วมภาคประชาชน ดันกฎหมายขับเคลื่อนนโยบาย สนองความคาดหวังประชาชน

วันนี้ (22 มิ.ย. 66) แม้จะยังไม่มีความชัดเจน เรื่องโควตาประธานรัฐสภา ว่าสุดท้ายพรรคเพื่อไทยจะหลีกทางมอบตำแหน่งนี้ให้พรรคอันดับ 1 อย่างพรรคก้าวไกลหรือไม่ แต่ในการสัมมนา ส.ส. พรรคก้าวไกล ซึ่งเข้าสู่วันที่ 2 เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดประชุมสภาฯ ยังคงเดินหน้าการประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กชอป) ระดมความคิดเกี่ยวกับการเสนอร่างกฎหมายก้าวไกลจำนวนกว่า 40 ฉบับที่จะยื่นทันทีเมื่อสภาฯ เปิด

พริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พูดถึงความสำคัญเรื่องนี้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยเสมือนอยู่ในเกมชักเย่อ ในทางหนึ่งมี ‘ระบบ’ ที่ล้าหลัง ที่ไม่อนุญาตให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น รัฐธรรมนูญ 2560 ขยายอำนาจของสถาบันและกลไกทางการเมืองที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน  แต่อีกทางหนึ่งเราก็มี ‘สังคม’ ที่ก้าวหน้า ประชาชนมีความคาดหวังการเปลี่ยนแปลงสูง สะท้อนอย่างชัดเจนผ่านผลการเลือกตั้งที่พรรคจากขั้วฝ่ายค้านเดิมได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้น จนทำให้พรรคการเมืองอันดับ 1 และอันดับ 2 มาจากซีกฝ่ายเดียวกันในสภาชุดที่แล้ว ซึ่งมักไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

“เพื่อตอบรับต่อความคาดหวังของประชาชนที่ขึ้นสูงมาก พรรคก้าวไกลต้องมีบทบาทเป็นเหมือน ‘กังหันลม’ ที่แปรสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงให้เป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า โดยภารกิจหลักในสภาฯ ของพรรคคือการผลักดันกฎหมายเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและสร้างความเปลี่ยนแปลงใน 3 ด้าน หรือ ‘3 เปลี่ยน’  “ 

ได้แก่  (1) การเปลี่ยน ‘กฎหมาย’ คือการทำให้กฎหมายที่ก้าวหน้าผ่านสภาฯ โดยจำเป็นต้องสร้างการมีส่วนร่วมและร่วมกันผลักดันกับภาคประชาชน

(2) การเปลี่ยน ‘ความคิด’ โดยอาศัยกลไกและเวทีสภาฯ ในการรณรงค์และสื่อสารสาระสำคัญของกฎหมายกับประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจในสังคม และคลายข้อกังวลของผู้เห็นต่าง

(3) การเปลี่ยน ‘วัฒนธรรมการเมือง’ โดยทำให้เห็นถึงประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ จากการมีรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับงานสภาฯ ทั้งในการขับเคลื่อนนโยบายและการให้ความร่วมมือกับกลไกตรวจสอบถ่วงดุล

จากนั้นมีการแบ่งกลุ่ม โดยให้ ส.ส. แต่ละคนเลือกประเด็นร่างกฎหมายที่สนใจ เช่น ปฏิรูประบบราชการกระจายอำนาจ การศึกษา สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ที่ดิน แรงงาน พร้อมวางแผนงานสำหรับการขับเคลื่อนกฎหมายให้ผ่านสภาฯ ซึ่ง ส.ส. พรรคก้าวไกลได้แสดงความเห็นอย่างหลากหลาย พิจารณาทั้งด้านความสำคัญและความเห็นที่แตกต่างต่อประเด็นต่าง ๆ ในร่างกฎหมายนั้น เพื่อกำหนดแนวทางการทำงานและสื่อสารต่อประชาชน โดย พริษฐ์ ย้ำว่าการผลักดันกฎหมายกว่า 40 ฉบับนี้ เป็นเพียงชุดแรกที่จะถูกเสนอโดยผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกลในสมัยนี้ และจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างประเทศที่ดีกว่าเดิม

ด้าน นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ร่วมงานเสวนา การติดตามนโยบายการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นของพรรคการเมืองหลังการเลือกตั้ง ที่จัดโดย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย 

น.อ.อนุดิษฐ์ ยืนยันว่าสิ่งที่พรรคไทยสร้างไทยได้เสนอไว้ก่อนหน้านี้ ที่จะเดินหน้าทำต่อไป โดยเรื่องหลักคือ การลดวามเหลื่อมล้ำระหว่างหัวเมืองกับภูมิภาค ที่ไม่ใช่เพียงการกระจายอำนาจทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงอำนาจทางเศรษฐกิจด้วย ปัจจุบัน GDP มากองอยู่ที่กรุงเทพมหานครฯ และจังหวัดที่มีนิคมอุตสาหกรรม ถ้ากระจายรายได้ออกจากตรงนี้ไม่ได้ ก็จะทำให้ท้องถิ่นไม่มีรายได้ไปพัฒนาพื้นที่ตัวเอง ดังนั้นต้องมีคลัสเตอร์ทางเศรษฐกิจกระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ให้ครบถ้วนและต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จะเชื่อมโยงให้ถึงกันด้วย 

ในประเด็นด้านงบประมาณ น.อ.อนุดิษฐ์ อธิบายว่าไม่ควรคิดว่าจะต้องได้กี่เปอร์เซ็นต์ เพราะปัญหาของท้องถิ่นนั้น บางครั้งแค่ทำหน้าที่ของส่วนกลางงบประมาณก็ไม่เพียงพอแล้ว ดังนั้นต้องมาดูว่างบประมาณที่ถูกใช้ไป ใช้ไปกับเรื่องของส่วนกลางหรือส่วนท้องถิ่นขนาดไหน จากนั้นต้องมาให้โอกาสในการหารายได้ของท้องถิ่นมากขึ้น ต้องมีอิสระทางการคลัง ต้องมีภาษีตัวใหม่ ๆ รายได้ใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาให้กับท้องถิ่นให้ได้ รวมถึงความขาดอิสระของท้องถิ่นที่ขยับตัวไม่ได้มากเนื่องจากมีกฎระเบียบข้อบังคับข้ามกระทรวงมากมายที่จะต้องถูกนำมาพิจารณาใหม่ 

นอกจากนี้สิ่งที่พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 8 พรรคเห็นตรงกันคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นฉบับประชาชน 

“โดย ส.ส.ร. ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูประบบราชการใหม่ทั้งหมดรวมถึงการปกครองส่วนท้องถิ่นและการกระจายอำนาจ อีกเรื่องที่ทุกพรรคเห็นร่วมกันคือ การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างเร่งด่วน โดยทุกคนจะต้องถูกตรวจสอบ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชันจะต้องมีเส้นเวลากำหนดไม่ให้นานเกินไป ไม่มีการลดหย่อนผ่อนโทษให้ผู้ทุจริต สื่อมวลชนเองต้องมีเสรีภาพและถูกตรวจสอบได้ รวมถึงต้องมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ “ 

น.อ.อนุดิษฐ์ ทิ้งท้ายว่า การปฏิรูประบบการปกครองที่ใหญ่ขนาดนี้ เป็นสิ่งที่ทุกคนฝันที่จะเห็น ตัวอย่างของกทม. นั้นยังเป็นการกระจายอำนาจที่ยังจำกัดด้วยซ้ำ ตนเชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้วการกระจายอำนาจจะต้องไปให้ไกลกว่ารูปแบบของ กทม.

“อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในประชาชน เชื่อในคนที่ประชาชนเลือกมา ทุกท้องถิ่นในไทยมีของดีมีอัตลักษณ์ที่แตกต่าง ตอนนี้อำนาจที่อยู่ที่ศูนย์กลางต้องถูกคืนไปให้กับประชาชนได้แล้ว” 

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active