นิด้าเผยผล SEA โรงไฟฟ้าภาคใต้ เสนอ 4 ทางเลือกพัฒนาพลังงาน เล็ง​ “ก๊าซธรรมชาติ” แทนเชื้อเพลิงถ่านหิน

ภาคประชาชนที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน หนุนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก​ เสริมด้วยโรงไฟฟ้าฐานจากก๊าซธรรมชาติ ขณะที่กลุ่มสนับสนุนถ่านหิน เชื่อกลไก SEA ช่วยลดความขัดแย้ง แต่ไม่รับประกันข้อสรุปจากเวทีจะเห็นด้วยหรือไม่

เวทีรับฟังความเห็น ครั้งที่ 4 สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) พื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้

วันนี้​ (2​ มี.ค.​64)​ ศ.จำลอง โพธิ์บุญ​ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์​ (นิด้า)​ ในฐานะหัวหน้าโครงการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) สำหรับพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้​ กล่าวว่า​ เวทีรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการครั้งนี้ จัดเป็นครั้งที่ 4 และเป็นครั้งสุดท้าย​ เพื่อให้ได้ข้อสรุปด้วยการทำแบบประเมินทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานไฟฟ้าภาคใต้ ซึ่งประกอบด้วย 4​ ทางเลือก​ คือ 1. ไม่พัฒนาพลังงานหมุนเวียน​ 2. พัฒนาพลังงานหมุนเวียนโดยไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าฐานใหม่ 3.​ พัฒนาพลังงานหมุนเวียนให้มีสัดส่วนมากกว่าและเสริมด้วยการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่โดยใช้เชื้อเพลิงก๊าซ และ 4.​ ใช้พลังงานก๊าซหรือถ่านหิน​ แล้วเสริมด้วยพลังงานหมุนเวียน

หลังได้ข้อสรุปจากการทำแบบประเมินเชิงปริมาณ​ จะนำมารับฟังความคิดเห็นอีกครั้งก่อนนำเสนอกระทรวงพลังงาน ตามกรอบข้อตกลง​ หรือ MOU ที่ได้ลงนามไว้ ตั้งแต่ช่วงปี 2562 ที่ ศิริ​ จิระพงษ์พันธ์​ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน​ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ศ.จำลอง โพธิ์บุญ​ ผอ.ศูนย์วิจัยสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน นิด้า​ ในฐานะหัวหน้าโครงการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) สำหรับพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้​

ข้อท้าทายคือการจัดการความคิดเห็นของกลุ่มที่เห็นต่างคนละจุดยืน ให้สานเสวนาพูดคุยกันได้​ บนหลักการเหตุและผล ซึ่งอาจต้องใช้เวลา​ โดยการประเมินเชิงยุทธศาสตร์​SEA​ นั้น ต่างจากการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม​ EIA ที่ใช้คนเป็นจำนวนมาก ๆ ร่วมทำประชาพิจารณ์​ และอาจมีการกีดกันผู้เห็นต่างเข้าร่วมเวที

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ​ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ​ จ.สงขลา​ ในฐานะหนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เข้าร่วมโครงการศึกษาการประเมิน SEA ครั้งนี้ กล่าวว่า ภาคประชาชนที่เดินหน้าคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้ ยังคงสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก แต่หากให้หาจุดสมดุลของความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งต้องยอมรับว่าประเมินในอนาคตอีก 18 ปีข้างหน้าภาคใต้จะเกิดปัญหาไฟฟ้าไม่เพียงพอ​ จึงจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าฐาน​ และมีพลังงานที่เสถียร​ เชื้อเพลิงที่ยอมรับได้ และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด คือ ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งหากเดินควบคู่กันไปกับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน จะเป็นแนวทางที่ยอมรับได้​ ในส่วนของการสร้างโรงไฟฟ้าฐาน โดยใช้เชื้อเพลิงก๊าซ​ธรรมชาติควรมีเงื่อนไขว่าไม่ควรเกิน 1000​ เมกะวัตต์

พณวรรธน์​ พงศ์ประยูร เลขาธิการ​เครือข่าย​พัฒนา​เทพาอย่างยั่งยืน

ด้าน​ พณวรรธน์​ พงศ์ประยูร เลขาธิการ​เครือข่าย​พัฒนา​เทพาอย่างยั่งยืน​ ในฐานะกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้ กล่าวว่า หากมีข้อสรุปออกมาก็อาจมีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่การได้เข้าร่วมโครงการนี้ถือว่าเป็นการสานเสวนา ที่ให้ข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน โดยแต่ละฝ่ายจะต้องวางจุดยืนเดิมของตัวเอง​เพื่อหาจุดสมดุล ซึ่งตนยอมรับว่ามีจุดยืนสนับสนุนเชื้อเพลิงจากถ่านหิน หลังประเมินข้อดีข้อเสียทั้งด้านเศรษฐกิจ​ สังคม​ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางพลังงาน คงขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐ​ ว่าจะเดินหน้าอย่างไร​ ทั้งนี้ยังเชื่อในระบอบประชาธิปไตยคือเสียงส่วนมาก ควรมีการออกความเห็น เพื่อชี้ขาด​แต่ก็เคารพเสียงส่วนน้อยไปด้วยพร้อมกัน​ เป็นทางออกที่ดีที่สุด

Author

Alternative Text
AUTHOR

ทัศน์​ | วชิร​วิทย์​ เลิศบำรุงชัย

อดีตนักศึกษา​ฝึกงานไทยพีบีเอส​ เรียนหนังสือและทำข่าวสิ่งแวดล้อม​-เศรษฐกิจ​ ที่เครือเนชั่น​ ปัจจุบัน​กลับมาทำข่าวนโยบาย​สาธารณะ​ที่ไทยพีบีเอส