“เลื่อนเปิดเทอม” ค่าเสียหายที่นับไม่ได้จากปฏิทิน

หากคำนวณวัน “เลื่อนเปิดเทอม” ปีการศึกษา 2564 จาก 17 พ.ค. เป็น 1 มิ.ย. โดยใช้สูตรคณิตศาสตร์ จะเท่ากับเว้นระยะห่างจากเดิม 15 วัน

แต่หากบวกค่าเสียโอกาสเข้าไป จะพบต้นทุน “เลื่อนเปิดเทอม” เพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพและประสิทธิภาพทางการเรียนรู้มหาศาล

The Active รวมนโยบาย “เลื่อนเปิดเทอม” ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เกี่ยวข้องกับความต่อเนื่องทางการเรียนรู้ฉบับเข้าใจง่าย ชวนติดตามว่านอกจากการมอบหมายนโยบายให้ “ครูพร้อม” รัฐมนตรีและผู้บริหารเตรียมพร้อมสนับสนุนไว้แค่ไหน

เปิดไทม์ไลน์ “เลื่อนเปิดเทอม” ระลอกใหม่

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในประเทศ ที่เพิ่มขึ้นแตะหลักพันคนทุกวันอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ 27 เม.ย. “ตรีนุช เทียนทอง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศ “เลื่อนเปิดเทอม” ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จากกำหนดเดิม 17 พ.ค. เป็น 1 มิ.ย. ด้วยเหตุผลภาพรวมสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 อาจรุนแรงขึ้นจนกระทบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนส่วนใหญ่ของสถานศึกษา ประกอบกับผู้ปกครองได้แสดงความห่วงใยในความปลอดภัยของบุตรหลาน

จากการคำนวนโดยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ บอกว่านักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกสังกัดที่ “เลื่อนเปิดเทอม” ภาคเรียนนี้ คิดเป็นตัวเลขกลม ๆ ที่ 8 ล้านคน ครู 6 แสนคน จากสถานศึกษากว่า 4 หมื่นแห่งทั่วประเทศ

ทางเลือก “การเรียนรู้” ในภาวะวิกฤต 

“เลื่อนเปิดเทอม” ต้องไม่กระทบโอกาสและสิทธิผู้เรียน คือ แนวนโยบายจากรัฐมนตรี “ตรีนุช” ที่ย้ำไปยังผู้บริหารซึ่งดูแลสถานศึกษาในสังกัด เป็นที่มาการออกประกาศให้ครูสำรวจความพร้อมนักเรียน สู่การออกแบบกระบวนการเรียนรู้รองรับเปิดเทอม 1 มิ.ย. 2564 ไว้ 5 รูปแบบ คือ

  1. ออนไซด์ (On site) การมาเรียนที่สถานศึกษา 
  2. ออนแอร์ (On air) เรียนผ่านโทรทัศน์ที่บ้าน ช่อง DLTV 
  3. ออนไลน์ (On line) ครูผู้สอนกับนักเรียน มีปฏิสัมพันธ์ผ่านอินเทอร์เน็ต 
  4. ออนดีมานด์ (On demand) เรียนบนเว็บไซต์ และแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ตามกำหนด 
  5. ออนแฮนด์ (On hand) ครูนำเอกสารการเรียนและใบงานแบบฝึกหัดไปให้นักเรียนที่บ้าน หรือนัดรับที่โรงเรียน

ทั้ง 5 รูปแบบ กำหนดโดยภาคนโยบาย แต่ไม่ได้จำกัดให้แต่ละสถานศึกษาเลือกรูปแบบเดียว สามารถเลือกจัดการเรียนการสอนได้หลายรูปแบบตามศักยภาพที่แต่ละแห่งเห็นว่าเหมาะสม

กรณีเลือกเรียน “ออนไซด์” กำหนดให้มีจุดคัดกรองวัดอุณหภูมิร่างกาย, สวมใส่หน้ากากผ้า หรือ หน้ากากอนามัยตลอดเวลา, มีที่ล้างมือพร้อมจัดเตรียมสบู่หรือแอลกอฮอล์สำหรับใช้ทำความสะอาด, เว้นระยะห่างทางสังคมระหว่างบุคคล 1-2 เมตร รวมถึงจัดเว้นระยะห่างของที่นั่งเรียน และที่รับประทานอาหาร, ทำความสะอาดและจัดให้มีการระบายอากาศที่ดีบริเวณห้องเรียนและพื้นที่ต่าง ๆ ตลอดจนลดระยะเวลากิจกรรมให้สั้นลงเท่าที่จำเป็น

ทั้งหมดนี้ ยังไม่ปรากฏนโยบายชัดเจนเรื่องการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัย

พร้อมแบบไหน เรียนแบบนั้น 

“เน้นความปลอดภัยเป็นสำคัญ” คือแนวทางที่ระบุไว้ในนโยบายให้สถานศึกษาเลือกว่าจะจัดการเรียนการสอนรูปแบบไหน

ในวันแถลง “การเตรียมความพร้อมการเปิดภาคเรียนประจำปีการศึกษา 2564” เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระบุถึงผลสำรวจความพร้อมจัดการเรียนรู้ 5 รูปแบบ

ยกตัวอย่าง โรงเรียนสังกัด สพฐ. มีทั้งหมด 29,084 แห่ง นักเรียนชั้นอนุบาล – ม.6 รวม 5,669,431 คน

แต่ละโรงเรียนได้เลือกรูปแบบจัดการเรียนรู้ จากเฉดสีความปลอดภัยในพื้นที่ และความพร้อมด้านเทคโนโลยีของนักเรียน ดังนี้

“ออนไซด์ (On site)” โรงเรียน 15,107 แห่ง ในพื้นที่ควบคุมสีส้มเลือกใช้วิธีให้เด็ก 680,776 คน คิดเป็นร้อยละ 12 ของนักเรียนทั้งหมดไปโรงเรียน ส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก ไม่พร้อมเรื่องอุปกรณ์ – เทคโนโลยี 

ส่วนโรงเรียนที่เหลือ 13,977 แห่ง นักเรียน 4,988,655 คน ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดสีแดง และควบคุมสูงสุดและเข้มงวดสีแดงเข้ม ใช้วิธีเรียนทางไกล 4 รูปแบบ คือ

“ออนแอร์ (On air)” นักเรียน 434,330 คน ที่มีโทรทัศน์รับสัญญานช่องมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมฯ (DLTV) เลือกเรียนวิธีนี้ คิดเป็นร้อยละ 8 ของนักเรียนทั้งหมด

“ออนไลน์ (On line)” นักเรียน 733,638 คน มีอุปกรณ์พร้อมเรียนกับครูผู้สอนผ่านอินเทอร์เน็ตแบบเรียลไทม์ คิดเป็นร้อยละ 13 ของนักเรียนทั้งหมด

“ออนดีมานด์ (On demand)” นักเรียน 202,943 คน ที่มีอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต เลือกเรียนบนเว็บไซต์ และแอปพลิเคชันต่าง ๆ คิดเป็นร้อยละ 4 ของนักเรียนทั้งหมด

“ออนแฮนด์ (On hand)” นักเรียน 1,378,290 คน คิดเป็นร้อยละ 24 ของนักเรียนทั้งหมด ไม่มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์ สัญญานอินเทอร์เน็ต จะเรียนรู้จากเอกสารและใบงานแบบฝึกหัดที่ครูนำไปให้ที่บ้าน หรือนัดรับที่โรงเรียน

ขณะเดียวกันก็มีนักเรียน 2,239,454 คน คิดเป็นร้อยละ 39 ของนักเรียนทั้งหมด เลือกเรียน “Hybrid” หรือการเรียนรู้ 2 รูปแบบขึ้นไป ตามการประเมินความปลอดภัยของโรงเรียนกับ ศบค. จังหวัด และความพร้อมของนักเรียนแต่ละคน

คุณครูต้อง “พร้อม” 

“เลื่อนเปิดเทอม” แต่ไม่เลื่อนเตรียมความพร้อม ถูกกำหนดเป็นนโยบายให้ครูซักซ้อมและเตรียมจัดการเรียนรู้ภายใต้สถานการณ์โรคระบาด

ห้วงเวลาก่อนเปิดเทอม 17-31 พ.ค. รัฐมนตรี “ตรีนุช” ส่งเสริมให้ครูกับเด็กทดลองทำกิจกรรม เช่น จัดการเรียนรู้ทักษะชีวิตโดยใช้สถานการณ์เป็นฐาน Active Learning เพื่อปูทางไปสู่หลักสูตรฐานสมรรถนะที่จะเริ่มใช้ในปีการศึกษาหน้า

ส่วนช่องทางสนับสนุน ได้เปิดเว็บไซต์ “ครูพร้อม” ชุมชนออนไลน์ที่รวบรวมองค์ความรู้จากครูที่พร้อมแล้ว ให้ครู นักเรียน และผู้ปกครอง เข้าไปฝึกฝนทักษะ

ขณะเดียวกันได้จัดอบรมครู บุคลากรทางการศึกษาออนไลน์ “สร้างทางเลือกการศึกษา ก่อนเปิดภาคเรียน ฝ่าวิกฤตโควิด-19” ระหว่าง 12-28 พ.ค. โดยมีวิทยากร ติวเตอร์ชื่อดัง ให้แรงบันดาลใจ สร้างแนวทาง เสริมเทคนิคการสอนก่อนเปิดเทอม

ทั้งหมดนี้ รมว.ศธ. ย้ำว่าไม่ได้บังคับครู – นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม ไม่มีเช็กชื่อ ไม่ต้องสรุปรายงาน

Item ส่งเสริมการเรียนรู้ยัง “ไม่พร้อม”

จากการคำนวนด้วยสูตรคณิตศาสตร์ พบว่า “เลื่อนเปิดเทอม” ปีการศึกษา 2564 นักเรียนกลุ่มใหญ่ร้อยละ 88 คงไม่ได้ไปโรงเรียนถ้าสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่ไม่ดีขึ้น

The Active สืบค้นข้อมูลจากระบบสาระสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือระบบ iSEE ของ กสศ. พบข้อมูลล่าสุด ปีการศึกษา 2563 มีโรงเรียนสังกัด สพฐ. อปท. และ ตชด. รวม 31,620 แห่ง นักเรียน 7,330,870 คน พบว่า มีเครื่องคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนอยู่เพียง 426,055 เครื่อง ในจำนวนนี้ ถูกใช้เพื่องานธุรการ 103,727 เครื่อง เท่ากับโรงเรียนรัฐบาลของไทย มีคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้ 1 เครื่อง ต่อเด็ก 21 คน

ส่วนสภาพความพร้อมเรียนรู้ที่บ้านในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระลอกแรก พบความแตกต่างระหว่างนักเรียนในครอบครัวฐานะดีร้อยละ 20 อันดับแรก สามารถเข้าถึงโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ในพื้นที่เรียนรู้แบบส่วนตัว มากถึงร้อยละ 90 ขณะที่นักเรียนในครอบครัวยากลำบากที่สุดร้อยละ 20 ลำดับล่าง ส่วนใหญ่มีโทรทัศน์ 1 เครื่อง ในพื้นที่ส่วนกลางของครอบครัว บางบ้านไม่มีเลย โอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีมีเพียงร้อยละ 10

น่าสนใจว่า ถ้าเปิดเทอมปีการศึกษา 2564 ระบบการเรียนรู้ “ออนแฮนด์ (On hand)” ไม่ได้ส่งเสริมศักยภาพนักเรียน จะยิ่งส่งผลต่อคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ในประเทศให้ถดถอยไปอีก

อุปกรณ์ไม่ใช่คำตอบเดียวในการเรียนรู้ 

“เลื่อนเปิดเทอม” ระลอกใหม่ ทำให้เด็กได้เรียนรู้ต่อเนื่องอย่างมีคุณภาพว่ายากแล้ว ทำให้เด็กยังคงอยู่ในระบบการศึกษายิ่งยากกว่า

ระบบ iSEE ของ กสศ. เปรียบเทียบ “นักเรียนยากจนพิเศษ” ที่มีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนน้อยกว่า 1,200 บาท/เดือน ก่อนเกิดโควิด-19 ปีการศึกษา 2562 พบว่ามีจำนวน 761,729 คน ล่าสุด ปิดเทอมปีการศึกษา 2563 พบ “นักเรียนยากจนพิเศษ” เพิ่มขึ้นเป็น 1,173,752 คน

ความไม่พร้อมทางรายได้ ส่งผลให้เด็กกลุ่มนี้มีแรงจูงใจอยู่ในระบบการศึกษาน้อยลง ขณะที่ผู้ปกครองบางคนตกงานขาดรายได้

เปิดเทอมอย่างไรไม่ให้ว้าวุ่น ? 

หากตั้งโจทย์ “เลื่อนเปิดเทอม” ปีการศึกษา 2564 แบบนับวัน กระบวนการเรียนรู้ในระบบการศึกษา ที่ถูกเว้นระยะห่างจากกำหนดเดิมเพียง 15 วัน อาจไม่เห็นผลกระทบ

แต่ถ้าเพิ่มตัวแปรที่มีนัยสำคัญกับความต่อเนื่องทางการเรียนรู้แบบมีประสิทธิภาพ บนพื้นฐานเปิดโอกาสและคำนึงสิทธิประโยชน์ของนักเรียนทุกคนเป็นที่ตั้ง ตามความตั้งใจในนโยบายที่ประกาศไว้นั้น การเติมเต็มในช่องว่างเท่าที่ทำอาจยังไม่เพียงพอ

นโยบาย “ครูพร้อม” ที่หลายฝ่ายคาดหวังให้ “รมว.ศธ. และผู้บริหารพร้อม” ทำจริงจัง คือ สนับสนุนค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการจัดทำใบงานแบบฝึกหัด ค่าอินเทอร์เน็ต และเร่งจัดสรรวัคซีนโควิด-19 อย่างทั่วถึง

ส่วนการเติมเต็มในช่องว่างให้ “เด็กพร้อม” กลับสู่โหมดการเรียนรู้ หลายเสียงขอให้กระทรวงศึกษาฯ เป็นแนวหน้าดูแลปัญหาปากท้องนักเรียน ด้วยการปลดล็อกการจัดสรรอาหารกลางวันที่ขาดหายไปจาก “เลื่อนเปิดเทอม” อัดฉีดการเข้าถึงอุปกรณ์เรียนออนไลน์และอินเทอร์เน็ต จัดสรรวัคซีนโควิด-19 ตลอดจนจ้างงานอาสาสมัครช่วยสอนในชุมชนที่ไม่สามารถไปโรงเรียน

ทั้งหมดนี้ นับเป็นโจทย์วัดใจการหาผลลัพธ์เพื่อยกระดับ “ความเชื่อมั่น ไว้วางใจ ร่วมขับเคลื่อนการศึกษาไทย” ตามคำประกาศหลักการ “TRUST” ในการทำงานของรัฐมนตรี “ตรีนุช เทียนทอง” ที่อาจส่งผลต่อคะแนนมวลชนในภารกิจแม่ทัพฝ่ายการศึกษา

Author

Alternative Text
AUTHOR

ศศิธร สุขบท

มนุษย์ช่างฝัน ชอบสร้างสรรค์ข่าวเชิงบวก มีพรรคพวกชื่อจินตนาการ แสนสุขกับงานขับเคลื่อนสังคม

Alternative Text
GRAPHIC DESIGNER

กษิพัฒน์ ลัดดามณีโรจน์

จบรัฐศาสตร์ IR แต่โชคชะตาพาให้มาทำงานช่างภาพและกราฟิก ชอบอ่านเรื่องวิทย์ ๆ จิตวิทยา และการแพทย์