คืน ‘กัญชา’ สู่ ‘ยาเสพติด’ ? จุดเปลี่ยน ผู้ปลูก-ผู้ขาย

กัญชาจะกลับไปเป็นยาเสพติดหรือไม่ ? เวลานี้ถนนทุกสายทั้ง “กลุ่มหนุน-กลุ่มค้าน” กำลังถามหาความชัดเจนจากรัฐบาล

2 ปี หลังปลดล็อกกัญชา จากพืชที่รัฐบาลชุดก่อน มั่นใจว่า “ช่วยแก้จน” นำไปสู่การส่งเสริมให้ปลูกผ่านวิสาหกิจชุมชน มีผู้ประกอบการเกิดขึ้นทั่วประเทศ แต่ตอนนี้รัฐบาลเศรษฐา กำลังจะทำให้กัญชากลับไปอยู่จุดเดิม ภายใต้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบเชิงสังคม ที่ต่างฝ่าย ต่างก็มีหลากหลายมุมมองให้ต้องคิดตาม

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายกัญชา คนกลุ่มหนึ่งที่กำลังกังวลไม่น้อย คือ เกษตรกรที่ลงทุนทั้งผู้ปลูก และขาย เพราะนโยบายที่อาจปรับเปลี่ยน โดยที่พวกเขายังไม่ทันได้ตั้งรับ จึงยังไม่แน่ใจว่าถ้าวันหนึ่ง กัญชาคืนสู่ยาเสพติดจริง...อะไร คือ แนวทางเยียวยาที่เหมาะสม


ป้ายเขตอันตรายห้ามเข้า คือร่องรอยของการปลูกกัญชา ในช่วงที่ยังเป็นยาเสพติด ภายใน “วิสาหกิจชุมชนพืชสมุนไพรอำเภอบ้านธิ จ.ลำพูน” ซึ่งต้องปลูกไว้ในสถานที่มิดชิด โดยหลังจากกัญชาถูกปลดล็อกออกจากยาเสพติด ในปี 2565 ทำให้มีการปลูกกัญชากันแพร่หลายมากขึ้น และไม่ต้องเข้มงวดด้านสถานที่
“ประวีณ สายเลิศ” รองประธานวิสาหกิจชุมชนพืชสมุนไพร อ.บ้านธิ จ.ลำพูน บอกว่า ครั้งแรกลงทุนร่วม 20 ล้านบาท ในช่วงที่รัฐบาลส่งเสริม เขาเป็น 1 ในผู้ได้รับใบอนุญาตปลูกกัญชา 881 ราย ก่อนที่ปลดล็อกกัญชาจากบัญชียาเสพติด ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่คืนทุน
โรงปลูกกัญชา จำนวน 500 ต้น ของวิสาหกิจชุมชนพืชสมุนไพร อ. บ้านธิ จ.ลำพูน ให้ผลผลิตเป็นช่อดอก 150 กิโลกรัม ต่อ 1 รอบการปลูก ระยะเวลา 3 เดือน
ต้นกัญชาที่เห็นมีอายุเพียง 1 สัปดาห์ ซึ่งเพิ่งเก็บเกี่ยวช่อดอกกัญชาไปเมื่อไม่นานมานี้   
ช่อดอกกัญชา 1 กิโลกรัมสด มีราคาอยู่ที่ 30,000 บาท 
ช่อดอกกัญชาที่กระจายแบ่งขายให้กับ โรงงานสกัดน้ำมันกัญชา, คลินิกแพทย์แผนไทย เพื่อใช้ทำยาครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง ส่งขายให้กับร้าน Cannabis shop ที่อยู่ตามหัวเมืองท่องเที่ยว ต่าง ๆ
ห้องเก็บผลผลิต ต้องควบคุมอุณหภูมิ และความชื้นให้ได้ตามมาตรฐาน มูลค่าของช่อดอกกัญชาที่เห็นอยู่นี้ ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท หากกลับไปเป็นยาเสพติด ทั้งหมดจะกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายทันที
เดิมทีประวีณ มีแผนจะลงทุนขยายห้องเก็บผลผลิตช่อดอกกัญชา แต่ต้องชะลอออกไปก่อน หลังกระทรวงสาธารณสุข อาจดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด
เขายังไม่มีแผนสำรอง หากกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดอีกครั้ง​ ไม่ต้องพูดถึงการเยียวยา ก็ยังนึกไม่ออกว่ารัฐจะเยียวยาอย่างไร เพราะกัญชา 1 ต้น มีต้นทุนสูงกว่าการปลูกข้าวถึง 10 เท่า
ก่อนหน้านี้ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า กัญชาเป็นโอกาสของเกษตรกร ที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น แค่เวลาผ่านไปเพียง 2 ปี นโยบายปรับเปลี่ยนกะทันหัน ทำให้กลุ่มวิสาหกิจยังปรับตัวไม่ทัน
ประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ ถือเป็นแหล่งใหญ่ที่มีร้านขายกัญชา หรือ Cannabis shop เรียงรายให้เห็น หลายสิบร้าน 
ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ โดยช่อดอกที่ขายอยู่มีราคาสูงถึงหลักร้อยบาทต่อ 1 กรัม​ 
หากถึงวันที่กัญชาต้องกลับไปเป็นยาเสพติดจริง ๆ “สุปราณี​ มุสิกศรี” เจ้าของร้าน Blue Dream Cannabis Shop ก็พร้อมเก็บกัญชาออก เพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย แต่จนถึงวันนี้ ก็ยังมีความหวังว่ากัญชาจะไม่กลับไปเป็นยาเสพติด โดยอยากให้ ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมกัญชามากกว่า มาเป็นทางออกควบคุมมากกว่า  
ปราณี ยังเชื่อว่า ถ้ากัญชาเป็นยาเสพติดก็คงมีกัญชาขายใต้ดิน แต่ก็อาจไม่ได้คุณภาพ ไร้การตรวจสอบ จนทำให้กระทบและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เพราะกัญชาที่ขายใต้ดินอาจมีสารโลหะหนัก และสารเคมีปนเปื้อน
ตลอด 2 ปีที่ กัญชา ถูกปลดออกจากบัญชียาเสพติด ผู้ประกอบการทั้งวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูก และผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็นผู้ขาย เดินหน้าไปมาก จากการที่ภาครัฐส่งเสริม พวกเขาจึงไม่เห็นด้วย หากมีการปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างกะทันหัน จึงควรให้เวลาปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดผลกระทบจากผู้ที่ลงทุนในธุรกิจกัญชาไปแล้ว 

Author

Alternative Text
AUTHOR

วชิร​วิทย์​ เลิศบำรุงชัย

ผู้สื่อข่าวสาธารณสุข ThaiPBS