‘รถไฟฟ้าสายสีเขียว’ ทุกคนต้องขึ้นได้! โจทย์ท้าทาย ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่

‘สภาองค์กรของผู้บริโภค’ ย้ำคัดค้าน ต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ฝากความหวัง ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ สะสางปัญหา เน้น ‘โปร่งใส เป็นธรรม ไม่ผลักภาระค่าโดยสารให้กับผู้บริโภค’

การพิจารณาสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่จะหมดสัญญาลงในปี 2572 กลายเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างกระทรวงคมนาคม กับกระทรวงมหาดไทย มาตั้งแต่ปี 2562

ก่อนหน้านี้ แม้ กทม. โดยกระทรวงมหาดไทย เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อสัญญามาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ 7 รัฐมนตรี สังกัดพรรคภูมิใจไทย พร้อมใจกันลาประชุมและตั้งข้อสังเกต 4 ประเด็น ให้กระทรวงมหาดไทยตอบคำถาม เพื่อให้ ครม. พิจารณาใหม่อีกครั้ง ขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณาต่อสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า

“บางอย่างมันก็เกินเลยที่รัฐบาลจะลงไปยุ่งเกี่ยวข้างล่าง มีคณะกรรมการทำมามากมาย ก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการทำมาตามกฎหมาย มีการรับรองต่าง ๆ จากฝ่ายกฎหมายก็ว่าไป สิ่งสำคัญที่สุดที่เดือดร้อนคือประชาชน”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ดูเหมือนว่าการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี อาจส่งสัญญาณและตีความได้ว่า การที่จะต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว อาจต้องรอให้ ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่มาร่วมพิจารณา

สภาองค์กรของผู้บริโภค ยืนยันมาตลอดถึงการไม่เห็นด้วยกับการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว เนื่องจากยังมีเวลานานถึง 8 ปี ในการพิจารณาแนวทางหรือทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อการจัดการเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายดังกล่าว ซึ่งหากต่อสัญญาสัมปทานจะทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระค่าโดยสารแพงไปอีก 30 ปี นอกจากนี้ ยังเชื่อว่า สามารถทำให้ราคาค่าโดยสารถูกลงในราคา 25 บาท และทุกคนสามารถเข้าถึงการใช้บริการรถไฟฟ้าได้

สิ่งนี้จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ ซึ่งท้าทาย ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ต่อการแก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว ให้ผลประโยชน์ตกเป็นของประชาชนให้มากที่สุด ซึ่งหากลองพิจารณาจากนโยบายของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ จะพบว่าแต่ละคน มีแนวทางการการแก้ปัญหากรณีรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ต่างกัน

‘วิโรจน์ ลักขณาอดิศร’ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 1 พรรคก้าวไกล พร้อมไขกุญแจ นำสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวออกมาตีแผ่ให้สาธารณะรับรู้ และ ค้านต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว รวมทั้งผลักดัน ‘ตั๋วร่วม’ 15 – 45 บาทตลอดสาย นอกจากนี้จะเดินหน้าลดค่าครองชีพด้วยค่าเดินทางที่ทุกคนจ่ายไหว สร้าง ‘ตั๋วคนเมือง’ ซื้อตั๋ว 70 บาท ใช้ได้ 100 บาท อีกทั้งสนับสนุนให้คนกรุงเทพฯ หันมาใช้บริการรถเมล์ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามเส้นทางเดินรถด้วย 

‘สกลธี ภัททิยกุล’ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 3 ชู “กรุงเทพฯ ดีกว่านี้” ด้วยนโยบาย 6 ด้าน ด้านที่ 1 การจราจรดีกว่านี้ได้ เชื่อมต่อ ล้อ – ราง – เรือ อาทิ รถไฟฟ้าสายสีเทา วัชพล – ทองหล่อ รถไฟฟ้าสายสีเงิน บางนา – สุวรรณภูมิ ระบบนำส่งผู้โดยสารไปยังรถไฟฟ้าฟรีทั่วกรุง (Feeder) ATC (Actual Traffic Control) AI สัญญาณไฟจราจร เดินเรือไฟฟ้า EV ได้แก่ 1. คลองแสนแสบส่วนต่อขยายเข้าเมือง 2. คลองลาดพร้าว และ 3. คลองเปรมประชากร

‘สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์’ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 4 พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยืนยัน ไม่เห็นด้วยกับการต่อสัมปทานรถฟ้าสายสีเขียว และเห็นว่า อัตรารถไฟฟ้าสายสีเขียวตลอดสายในอัตรา 20 – 25 บาท สามารถผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริงได้ และอาจออกพันธบัตรโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อระดมทุนมาแก้ภาระหนี้ รวมทั้งนำค่าโดยสารมาแก้ปัญหาหนี้ของ กทม. ตลอดจนค่าจ้างเดินรถในอนาคต

‘พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง’ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 6 ที่ต้องการให้กรุงเทพฯ ไปต่อ มีนโยบายขยายสัมปทานสายสีเขียว ให้กับเอกชน โดยยกร่างสัญญาร่วมลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บีทีเอสซี : BTSC) ในฐานะผู้รับสัมปทาน แต่ปัจจุบันเรื่องยังยืดเยื้อ เนื่องจากกระทรวงคมนาคมและภาคประชาสังคมไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะค่าโดยสารที่ยังมองว่าสูงเกินไป ที่อัตรา 65 บาทตลอดสาย และอาจกลายเป็นภาระประชาชนผู้ใช้บริการในระยะยาว

นอกจากนี้ยังจะมีการผลักดันให้เกิดระบบตั๋วใบเดียว เพราะในช่วงที่ดำรงตำแหน่งพยายามผลักดันแล้วแต่ยังเกิดขึ้นไม่ได้เพราะมีเจ้าภาพหลายคน

‘รสนา โตสิตระกูล’ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 7 ประกาศชัดเจนตั้งแต่วันแรก ว่า จะไม่ต่อสัมปทานบีทีเอส และควรโอนรถไฟฟ้าให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดูแล เพื่อให้รัฐเป็นหน่วยงานกลางและสามารถกำหนดราคาค่าโดยสารได้ รวมทั้งผลักดันให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหลือเพียงไม่เกิน 20 บาท ตลอดสาย

‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 8 ก็ระบุว่า จะไม่ขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้เอกชน แต่ใช้วิธีเจรจากับเอกชนในการแก้ปัญหาภาระหนี้ค่าจ้างเดินรถ

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายโอนสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว หรือรถไฟฟ้า BTS ที่เหมือนเส้นเลือดใหญ่ ให้กับกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รับไปดูแลบริหารจัดการ โดยมีเงื่อนไขว่ากระทรวงคมนาคมจะต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าต่ำกว่า 25 – 30 บาท ขณะเดียวกันต้องสร้างระบบเส้นเลือดฝอย โดยต้องเอาจริงเอาจังกับการทำระบบฟีดเดอร์ (Feeder) หรือระบบการเดินทางที่เชื่อมต่อจากรถไฟฟ้า ทั้งรถเมล์ – วินมอเตอร์ไซค์ – เรือโดยสาร

ส่วน ‘น.ต.ศิธา ทิวารี’ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 11 เสนอตัวเข้ามาแก้ปัญหารถฟ้าสายสีเขียวให้รถไฟฟ้ามีราคาเป็นธรรม พร้อมผลักดันให้เกิดตั๋วร่วมใบเดียวให้กับประชาชน

สภาองค์กรของผู้บริโภค มีข้อสรุปว่า หัวใจของการแก้ไขดังกล่าว คือ ทำอย่างไรให้สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ‘โปร่งใส เป็นธรรม และไม่ผลักภาระค่าโดยสารให้กับผู้บริโภค’ ซึ่งบางส่วนของนโยบายของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อาจช่วยให้คนกรุงเทพฯ มีข้อมูลเพื่อตัดสินใจ ก่อนวันเลือกตั้ง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : เปิดแนวคิด ยกเครื่องระบบราง กับ ‘ประภัสร์ จงสงวน’ 




Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active