#ฉ้อฉลเชิงอำนาจ​ เป็นขั้นกว่าของการทุจริต​เชิงนโยบาย | สฤณี อาชวานันทกุล

“การฉ้อฉลเชิงอำนาจ​ เป็นขั้นกว่าของการทุจริต​เชิงนโยบาย​ ย้อนไปตั้งแต่ยุค คสช. ที่มีการใช้อำนาจผ่าน​ ม.44 ทั้งกรณี เหมืองอัครา​ฯ รถไฟฟ้าสายสีเขียว​ และ เตาเผาขยะ กทม. เอื้อประโยชน์กลุ่มทุน และมีผลพวงมาถึงปัจจุบัน​ จากจุดร่วมเดียวกัน คือ การใช้ ม.44”

การอภิปรายไม่ไว้วางใจ​รัฐบาล​ พลเอก ประยุทธ์​ จันทร์โอชา ระหว่างวันที่ 16-19 ก.พ. ที่ผ่านมา พอจะจับสาระสำคัญของการตรวจสอบ แบ่งเป็น 4 หมวด คือ 1)​ การทุจริตแบบคลาสสิก เช่น กว้านซื้อที่ดินโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา หรือ “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” และทุจริต​ถุงมือยาง 2)​ การบริหารจัดการของรัฐ เช่น เรื่องแรงงาน เศรษฐกิจ และปัญหาโควิด-19 3)​ การแทรกแซงจากอำนาจรัฐ เช่น #ตั๋วช้าง การบรรจุตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ 4)​ การฉ้อฉลเชิงอำนาจ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการใช้ ม.44

“การฉ้อฉลเชิงอำนาจ” เป็นขั้นกว่าของการทุจริตเชิงนโยบาย เดิมเราคุ้นชินกับ “การทุจริตเชิงนโยบาย” คือ การออกนโยบายมาเพื่อให้กับบริษัทเอกชนรายใดรายหนึ่งได้ประโยชน์​ แต่ การฉ้อฉลเชิงอำนาจ มีจุดเริ่มต้นในยุค คสช. ที่มี มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ใช้อำนาจนี้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ บางอย่างก็มีความจำเป็น แต่บางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องใช้ ม.44 เพื่อประโยชน์กลุ่มทุน เช่น เหมืองทองอัครา​ จ.พิจิตร เตาเผาขยะ กทม.​ และ​ สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว

จับตาดี​ล​ “คดีเหมือง​ทอง” ไทยได้หรือเสีย ?

จากข้อพิพาทเรื่องผลกระทบ​สิ่งแวดล้อมของการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำอัครา​จ.พิจิตร​ นำมาสู่การใช้ ม.44 ปิดเหมืองทองทั่วประเทศ​ ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้มีการตั้งคณะกรรมการจากหลายกระทรวงฯ ทำงานเพื่อหาข้อเท็จจริงว่า​ ผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม​ เกิดจากเหมืองทองหรือไม่​ แต่ในรายงานก็ไม่สามารถพิสูจน์หรือฟันธงได้ชัด

ส่วนการที่ บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดตเต็ด ลิมิเต็ด บริษัท​แม่ของเหมืองทองอัคราฯ​ ตัดสินใจฟ้องรัฐบาลไทยในฐาน​ “ผิดข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย” เนื่องจากใช้อำนาจพิเศษ สั่งปิดเหมืองทองอย่างไม่เป็นธรรม โดยไม่มีหลักฐานว่าส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจริง หากประเทศไทยแพ้คดีดังกล่าวจะทำให้เสียค่าปรับพร้อมดอกเบี้ย​ เป็นเงินมากถึง 4 หมื่น​ล้านบาท

การอภิปรายไม่ไว้วางใจพูดถึงช่วงเวลาของ​ “คดีเหมืองทอง” ในยุครัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ ว่า รู้ว่าต้องแพ้คดีอย่างแน่นอนจึงมีความพยายามดีลกับบริษัทเอกชน โดยมีเอกสารหลักฐานว่ามีการเปิดให้สำรวจแร่แปลงสัมปทานเพิ่ม 4 แสนไร่ ขณะที่รายงานประจำปีของบริษัทคิงส์​เกต​ฯ รายงานว่าได้รับสิทธิ์ให้ออกสำรวจแร่ในประเทศไทยมากถึง 1 ล้านไร่​ นอกจากนี้ยังมีการอนุมัติให้ขนสินแร่ออกไปประกอบโลหกรรม​ มูลค่าสูงถึง 8.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เหล่านี้ คือ ผลพวงจากการใช้อำนาจที่ภายนอกประเทศ​ไม่ยอมรับ และจำเป็นที่จะต้องจับตาดูถึงความพยายามในการดีลกับเอกชนไป​ ตราบเท่าที่คดียังไม่ถูกตัดสิน​

คำถามสำคัญก็ คือ ถ้าหากบริษัทคิงส์​เกตฯ ​ยอมถอนฟ้อง​ ประเทศไทยจะได้หรือเสีย กับการที่ต้องแลก แปลงสำรวจแร่ อย่างน้อย 4​ แสนไร่ ก็ดูเหมือนเป็นเรื่องที่จะตอบยาก แต่ที่แน่นอนไม่ว่าจะถอนฟ้องหรือไม่ถอนถอนฟ้อง ก็มีแต่เสียกับเสีย

เตาเผาขยะ ม.44​ เอื้อเอกชน​

ความผิดปกติในการก่อสร้าง​ “เตาเผาขยะ กทม.” คือ มีการใช้อำนาจ​ ม. 44 ถึง 2 ครั้ง​

ครั้งแรก คือ​ การยกเว้นการใช้กฎหมายผังเมือง โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนที่ทำให้เกิดความล่าช้า​ และครั้งที่ 2 ยกเว้นการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมรวม​ (EIA) ทั้งยังมีการแก้กฎหมาย 1 ฉบับ​ และแก้กฎกระทรวงฯ อีก 1 ฉบับ

สำหรับการก่อสร้างเตาเผาขยะ หรือโรงไฟฟ้าขยะเป็นกิจการที่จำเป็นต้องมีการกำกับดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด​ การออกคำสั่งและแก้ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ให้กับเตาเผาขยะ ด้วยเงื่อนไขพิเศษ คือ โครงการเกินพันล้านบาทไม่ต้องเข้า พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ทำให้ขั้นตอนการตรวจสอบในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างไม่โปร่งใส

เห็นได้ชัด​ มีความพยายามที่จะนำ​ “วิกฤตขยะล้นเมือง” มาเปิดทางทุกอย่างในการแก้ไขกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว แม้จะดูเหมือนมีเจตนาที่ดี แต่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา จึงบอกไม่ได้ว่าเป็นเจตนาที่ดีจริงหรือไม่ ในอนาคตหากมีโครงการลักษณะแบบนี้ ก็ถูกยกเว้นแบบเดียวกัน สร้างผลกระทบในอีกหลายพื้นที่

กินรวบ! รถไฟฟ้าสายสีเขียว

มี​ ส.ส.ฝ่ายค้านถึง​ 3​ คน ที่อภิปรายเรื่องสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว​ รวมถึงวิจารณ์ถึงการวางระบบคมนาคมที่ไร้ประสิทธิภาพโดยเฉพาะ​ “บัตรแมงมุม” ที่ยังไม่เกิดขึ้น ทำให้ต้องมีค่าแรกเข้า​ ก่อนเข้าสถานีรถไฟฟ้าต่างสาย ซึ่งเอกชนคนละเจ้าเป็นผู้บริหารจัดการ

มหากาพย์ของ “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” หลังถูกสั่งให้อยู่ในความดูแลของ กทม. มีการใช้ ม. 44 หลังการเลือกตั้ง​ ในช่วงที่ คสช. ยังเป็นรัฐบาลรักษาการ​ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบูรณาการจัดการการให้สัมปทานรถไฟฟ้า โดยบอกว่าเป็นการลัดขั้นตอนเพื่อความรวดเร็ว​ มีตัวแทนจากหลายฝ่ายเข้าร่วม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่สามารถตรวจสอบได้ถึงความโปร่งใส และไม่ต้องทำตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ

“เหตุผลที่ คสช. มักอ้างเสมอ เมื่อมีการยกเว้นอะไรก็ตาม​ คือ อ้างความล่าช้า แล้วต้องการเร่งรัด แต่ในทางที่ถูกต้องหากกลไกส่วนใดล่าช้าควรจะไปปรับปรุงประสิทธิภาพให้รวดเร็วขึ้น​ ไม่ใช่ไปยกเว้น หรือเลิกใช้กลไกนั้น”

สัมปทานของรถไฟฟ้าสายสีเขียวกับเอกชนรายเดิมที่ยังมีเหลืออยู่​ 8-9 ปี​ แต่ก็มีการขยายสัมปทานเพิ่มเติมให้เอกชนรายนี้ไปถึง 30 ปี ในขณะที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า ราคาค่าโดยสารรถไฟสายสีเขียวตลอดสาย ที่สูงถึง 158 บาท ก่อนปรับลดลงมาเหลือ 104 บาทแล้วมีความพยายามที่จะให้เหลือ 65 บาทตลอดสายนั้นมีที่มาในการตั้งราคาจากอะไร

แม้คณะกรรมาธิการฯ ของสภาผู้แทนราษฎรได้มีการขอข้อมูลเหล่านี้​ แต่คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นโดย​ ม.44​ ก็ไม่เคยมีการส่งมอบข้อมูลดังกล่าวนี้ให้สภาฯ

ทั้ง 3 กรณีตัวอย่าง จึงเป็นภาพสะท้อนของผลกระทบ​ “การฉ้อฉลเชิงอำนาจ” ซึ่งมีจุดร่วมเดียวกันคือการใช้ ม.44 ในยุค คสช.​ และผลพวงเหล่านี้จะยังคงมีต่อไป แม้ไม่มี คสช. แล้ว​ เนื่องจาก​คำสั่งจาก ม. 44 ยังคงอยู่และรับรองโดยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

หากจะหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น คือ หวังว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 จะถูกแก้ไข เป็นทางออกเพียงทางเดียว ที่จะสังคายนาผลพวงจาก ม.44 ทั้งหมดได้


“สฤณี อาชวานันทกุล” นักเขียน นักแปล และนักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ ร่วมประเมินศึก #อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตลอด 4 วันที่ผ่านมา ว่า “การฉ้อฉลเชิงอำนาจ” ผ่านโครงการต่าง ๆ ของรัฐ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนนั้นเป็นอย่างไร? ใน Active Talk EP.5 “การฉ้อฉลเชิงอำนาจ​ ข้อสังเกตจากศึกอภิปรายฯ” (19 ก.พ. 2564)

Author

Alternative Text
AUTHOR

วชิร​วิทย์​ เลิศบำรุงชัย

อดีตนักศึกษา​ฝึกงานไทยพีบีเอส​ เรียนหนังสือและทำข่าวสิ่งแวดล้อม​-เศรษฐกิจ​ ที่เครือเนชั่น​ ปัจจุบัน​กลับมาทำข่าวนโยบาย​สาธารณะ​ที่ไทยพีบีเอส