กัญชาไม่กลับเป็นยาเสพติดแล้ว! ‘เศรษฐา’ กลับลำ เดินหน้า พ.ร.บ.กัญชาฯ

เผชิญ 2 กระแสหนุน-ต้าน “เครือข่ายเขียนนาคตกัญชาไทย” ขอบคุณนายกฯ พรรคภูมิใจไทย ขณะที่ “เครือข่ายเยาวชนฯ” ชี้ นายกฯ โลเล โยงดีลการเมือง

วันนี้ (23 ก.ค.) ก่อนประชุม ครม. เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เรียกพบ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมกับ สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข เคลียร์ปมกัญชา โดยนายกฯ ขอให้ออกเป็น พ.ร.บ.กัญชา กัญชง เพื่อยุติความขัดแย้งพรรคร่วมรัฐบาล โดยไม่นำกลับไปขึ้นบัญชียาเสพติดแล้ว 

ด้าน เครือข่ายเขียน อนาคตกัญชาไทย ประสิทธิ์ชัย หนูนวล แกนนำ ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก 3 ประการ หลังคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้มีการใช้กฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมกัญชา 

  1. เมื่อสถานะกัญชาถูกกำหนดว่าให้ควบคุมโดยกฎหมายเฉพาะในระดับพระราชบัญญัติโดยไม่กลับไปเป็นยาเสพติดอีก หัวใจสำคัญนับจากนี้คือการสร้างกฎหมายแม่บทการควบคุมกัญชาเชิงระบบในประเทศไทย จึงขอให้ชาวกัญชาและประชาชนโปรดติดตามกระบวนการเดินหน้าจัดทำ พ.ร.บ.กัญชาฯ นับตั้งแต่นี้เพราะกฎหมายฉบับนี้จะมีความสำคัญในการกำหนดโครงสร้างเชิงระบบเกี่ยวกับการควบคุมกัญชาในประเทศไทย
  2. เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยยังคงขับเคลื่อนตามแผนปฏิบัติการจนกว่าพระราชบัญญัติกัญชาจะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาและบังคับใช้
  3. ขอบคุณนายกรัฐมนตรีและผู้รับผิดชอบทุกฝ่ายที่เห็นแก่ข้อเท็จจริงรอบด้านสั่งให้การควบคุมกัญชากระทำโดยการใช้กฎหมายพระราชบัญญัติ อีกทั้งขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่ยืนหยัดปกป้องนโยบายกัญชาเพื่อให้การควบคุมกัญชาเป็นไปภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติกัญชา

ความสำเร็จคราวนี้ย่อมเกิดขึ้นจากจิ๊กซอทุกตัวที่เชื่อมต่อกันจนเป็นพลัง ทั้งที่แสดงตนและไม่แสดงตน ทั้งภาควิชาการ ภาคการเมือง ภาคประชาชน ถือเป็นการปฏิบัติภารกิจร่วมกันในการกำหนดนโยบายกัญชาที่ถูกต้องให้กับประเทศไทย.

ด้าน สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้ส่งร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดชื่อยาเสพติดให้โทษ ไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ส. ซึ่งต้องรอการประชุมและความคิดเห็นจากบอร์ด ป.ป.ส. รวมถึงยังมี พ.ร.บ. ที่อยู่ในสภาและคณะกรรมการกฤษฎีกา รวม 4 ฉบับ ซึ่งเน้นว่ากัญชาจะใช้เพื่อการแพทย์ สุขภาพ และเศรษฐกิจ ไม่มีเรื่องสันทนาการ 

สมศักดิ์ยังกล่าวว่า การนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง และเรื่องนี้จะดำเนินการตามกลไกของ ป.ป.ส. และสภาผู้แทนราษฎรตามกระบวนการประชาธิปไตยรัฐสภา 

ด้าน อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าได้โทรศัพท์ ไปคุยกับ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ระบุว่า การพิจารณาเรื่องกัญชาต้องมีการรับฟังข้อมูลกันก่อน และติดใจประเด็นเดียวกันว่าทำไมคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดชุดเดียวกันแต่แนวทางการตัดสินใจไม่เหมือนกัน เมื่อผู้บริหารองค์กรเปลี่ยนไป

ขณะที่ ยศกร ขุนภักดี ผู้ประสานงาน เครือข่ายเยาวชนไม่นะกัญชาและยาเสพติด (YNAC) กล่าวกับ The Active ว่า นายกรัฐมนตรีมีความโลเลที่ผ่านมาก็บอกถึงผลกระทบกัญชา อยู่ดี ๆ ให้กลับมาเป็น พ.ร.บ. ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งตามประมวลกฎหมายยาเสพติด กัญชาก็ใช้ทางการแพทย์ได้

“ประชาชนที่ลงชื่อให้กัญชากลับเป็นยาเสพติด ประกอบกับ ร่างประกาศกระทรวงฯ ที่ผ่านการประชาพิจารณ์ เห็นด้วยให้กัญชากลับเป็นยาเสพติดถึง 80% นายกฯ จะเห็นยังไง  ในระหว่างที่ยังไม่มี พ.ร.บ.มาคุม มันจะต้องเสรีต่อไปหรือไม่  ที่เดินเข้าร้านกัญชากัน คงไม่ได้เจ็บป่วย ปวดหัวตัวร้อน ก็เข้าไปสันทนาการทั้งนั้นแหละ“ 

ยศกร กล่าว

ต่อมามีการออกแถลงการณ์ในนาม เครือข่ายเยาวชนไม่นะกัญชาและยาเสพติด (YNAC) ระบุ

นายกรัฐมนตรีตัดสินใจไม่นำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด และควบคุมด้วย พ.ร.บ. แทน ซึ่งไม่สนใจเสียงประชาชนกว่า 80,000 คนที่เห็นด้วยให้นำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด โดยเครือข่ายฯ มีคำถามถึงนายกฯ ดังนี้:

  1. ทำไมท่านเปลี่ยนใจ โดยไม่สนใจผลกระทบจากการปลดล็อคกัญชาเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งท่านเองก็เคยสั่งการให้นำกัญชากลับเป็นยาเสพติด
  2. ท่านรู้หรือไม่ว่าการออก พ.ร.บ. กัญชาต้องใช้เวลา 2-3 ปี และจะปล่อยให้กัญชาเสรีต่อไปหรือไม่
  3. ท่านเห็นผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนจริงหรือ

เครือข่ายฯ เรียกร้องให้นายกฯ ทบทวนและนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดตามกระบวนการ เพื่อคุ้มครองประชาชนและเยาวชนตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 และฟังเสียงประชาชนตามหลักประชาธิปไตย

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active