“ฟ้าทะลายโจร” รักษาโควิด-19 ระยะแรกได้​ สธ.​ มอบ​ 6 แสนเม็ด ให้รพ.ในสังกัดทั่วประเทศ

หลังผลการศึกษาวิจัยยืนยันบรรเทาอาการผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นได้ดี “อนุทิน” คาด 2-3 สัปดาห์โควิดเริ่มลดลง พร้อมให้กำลังใจบุคลากร

เมื่อวันที่​ 22​ เม.ย.​ 2564 ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แถลงข่าวและมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร เพื่อนำไปใช้สำหรับผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในพื้นที่ระบาดทุกจังหวัด

อนุทิน กล่าวว่า รัฐบาล ได้บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อควบคุมสถานการณ์โรคโควิด-19 ระลอกเดือนเมษายน เร่งรัดการฉีดวัคซีนในบุคลากรและกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มเตียงในโรงพยาบาล/โรงพยาบาลสนาม จัดหายาฟาวิพิราเวียร์เพิ่มอีก 2 ล้านเม็ด และมอบให้กรมการแพทย์แผนไทย นำ “สมุนไพรฟ้าทะลายโจร” มีปริมาณสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) 20 มิลลิกรัมต่อแคปซูล จำนวน 6 แสนแคปซูล ส่งให้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ พร้อมใช้เป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการเล็กน้อย ร่วมกับการรักษาการแพทย์แผนปัจจุบัน ได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 ราย ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่า มีผลยับยั้งเชื้อไวรัส และมีฤทธิ์ต้านการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส เมื่อนำมาใช้รักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีระดับความรุนแรงน้อย (ไม่มีภาวะปอดอักเสบ) ร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการที่ดีขึ้น และแทบไม่พบผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์อีกด้วย

นายแพทย์เกียรติภูมิ กล่าวว่า “สมุนไพร” เป็นอีกทางเลือกที่ได้รับการยอมรับและพร้อมนำไปช่วยในการรักษาควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน กล่าวว่า ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ดำเนินการศึกษานำร่อง ผลของยาสารสกัดฟ้าทะลายโจรขนาดสูงต่อผู้ป่วยโรคโควิด-19 หลังจากการวิจัยในหลอดทดลอง พบมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อและยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสได้ และต่อมาจึงได้ร่วมกับโรงพยาบาลสมุทรปราการขยายผลต่อยอดงานวิจัยในผู้ป่วย เพื่อกำหนดขนาดการใช้ และความปลอดภัย ผลการศึกษาเบื้องต้นในผู้ป่วยที่รับประทานสารสกัดฟ้าทะลายโจร
ที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์ ขนาด 180 มิลลิกรัม/วัน ผู้ป่วยทุกราย มีอาการดีขึ้นตั้งแต่วันที่ 3 ของการได้รับสารสกัด และทุกรายไม่มีอาการข้างเคียง มีโอกาสที่จะช่วยให้ลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล และการนำเข้ายาจากต่างประเทศได้

ด้าน แพทย์หญิงอัมพร กล่าวว่า ในช่วงการแพร่ระบาดระลอกล่าสุดของโรคไวรัสโควิด-19 ในช่วงเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ทางกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ร่วมมือกับ 9 โรงพยาบาลของรัฐ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ใช้ยาฟ้าทะลายโจรในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรงน้อย จำนวน 309 คน พบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่คือ 306 ราย มีอาการดีขึ้นชัดเจนในห้าวันจนหายดีและไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรง โดยมีเพียง 3 รายหรือ 0.97% ที่อาการแย่ลงและเกิดภาวะปอดบวม ขณะที่ผู้ป่วยอีก 526 ราย ที่ไม่ได้รับฟ้าทะลายโจรมีอาการแย่ลงถึง 77 ราย คิดเป็น 14.64%

ซึ่งความแตกต่างนี้สะท้อนถึงแนวโน้มที่ฟ้าทะลายโจรมีโอกาสเป็นทางเลือกที่ดีมากในการรักษาผู้ป่วยโควิดในระยะเริ่มต้นและอาการไม่รุนแรง ทั้งนี้ ยังมีผลการศึกษาจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีผลสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับการศึกษานี้ด้วย นอกจากนี้ ฟ้าทะลายโจรยังเป็นสมุนไพรที่ปลูกได้ง่ายมีราคาถูก คือประมาณ 180 บาทเท่านั้นสำหรับการรักษาผู้ป่วยหนึ่งราย

ขณะนี้ กรมการแพทย์แผนไทยฯ ยังร่วมกับโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และองค์การเภสัชกรรม ในการศึกษาวิจัยทางคลินิกเพิ่มเติม เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของสมุนไพรฟ้าทะลายโจรในการร่วมรักษาโรคโควิด-19 โดยได้ออกแบบการศึกษาวิจัยเป็นแบบสุ่ม และมีกลุ่มเปรียบเทียบ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือให้มากยิ่งขึ้น โดยขณะนี้ อยู่ในระหว่างการรวบรวมข้อมูล และส่งต่อตัวอย่างของอาสาสมัครทั้งหมดให้แก่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ดำเนินการเพาะเลี้ยงเชื้อ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย และเผยแพร่ความก้าวหน้าของผลการวิจัยต่อไป

สำหรับข้อแนะนำวิธีการใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรในผู้ป่วยโควิด-19 ที่อาการไม่รุนแรง ไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง/โรคร่วมสำคัญ ให้ใช้สารสกัดฟ้าทะลายโจรที่มีปริมาณสารแอนโดรกราโฟไลด์ 60 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า กลางวัน และเย็น (รวม 180 มิลลิกรัมต่อวัน) ติดต่อกันนาน 5 วัน ข้อควรระวัง คือ ผู้ที่มีอาการแพ้ฟ้าทะลายโจร หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และควรระวังการใช้ยานี้ร่วมกับยาวาร์ฟาริน แอสไพริน โคลพิโดเกรล ยาลดความดันโลหิต และไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกินไป เพราะอาจมีอาการชาตามมือตามเท้า และมีปัญหากับตับ ไต ได้

เผยระบบสาธารณสุขทั่วประเทศ สามารถคุมโรคโควิด-19 ได้ คาด 2-3 สัปดาห์จะเริ่มลดลง

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ สถานการณ์โรคโควิด-19 ถือว่าเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ หลายฝ่ายได้ช่วยกันทำงานเพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างดีที่สุด ระบบสาธารณสุขทั่วประเทศสามารถคุมสถานการณ์ได้ ที่สำคัญคือ ความร่วมมือของประชาชน จำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มนิ่ง หากผ่านพ้นวงรอบการระบาดเดือนเมษายนประมาณ 2-3 สัปดาห์ คาดว่าจะกลับเป็นปกติ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าจะได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบถ้วนภายในสัปดาห์นี้ ย้ำว่าแม้จะรับวัคซีนแล้วยังต้องป้องกันตนเองอย่างเต็มที่ เนื่องจากยังมีโอกาสติดเชื้อได้ วัคซีนจะช่วยลดความรุนแรงและการเสียชีวิต ทั้งนี้ ขอให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ร่วมกันอดทนฟันฝ่าอุปสรรคโรคโควิด-19 ไปด้วยกัน

“ไม่เฉพาะรัฐมนตรีและปลัดที่ให้กำลังใจ ประชาชนทุกคนก็เป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างเต็มที่ ทุกคนพร้อมลุยงานสู้โควิดเพื่อประชาชน ยังไม่เห็นบุคลากรคนไหนที่ไม่เข้าไปดูแล ไม่ไปรักษาผู้ป่วยเลย มีแต่พร้อมเข้าไปเสริมช่วยทำงาน เมื่อตั้ง รพ.สนาม โรงพยาบาลในพื้นที่อื่นที่มีการระบาดน้อยก็จัดแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และบุคลากรจิตอาสาผลัดเวรกันไปสนับสนุน นี่คือสปิริตของบุคลากร”

อนุทินกล่าวต่อว่า ภายใน 1-2 วันนี้ จะมียารักษาโรคโควิด-19 ฟาวิพิราเวียร์ เข้ามาอีก 2 ล้านเม็ด และมีการบริหารจัดการระหว่างองค์การเภสัชกรรมและผู้ใช้ยาให้มีความเพียงพอกับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละวัน ส่วนกรณีสายด่วน 1668 ที่สายอาจไม่ว่าง นายกรัฐมนตรีไม่ได้ตำหนิ เพียงแต่ให้ช่วยดูปัญหาดังกล่าว ซึ่งเราก็พยายามปรับปรุงเพิ่มคู่สาย ตอนนี้คนโทรเข้ามาจำนวนมาก เนื่องจากคนสงสัยติดเชื้อหรือติดเชื้อแล้วก็อยากคุยกับแพทย์ให้มากที่สุด แต่ละสายจำเป็นต้องใช้เวลาในการพูดคุย ทำความเข้าใจ และให้คำแนะนำ อาจติดสายอื่นอยู่ การไม่ได้รับสายก็มีเหตุผล โดยอธิบดีกรมการแพทย์จะไปบริหารจัดการเรื่องนี้ ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์นั้น บุคลากรที่รับสายก็เข้าใจว่าช่วงนี้ประชาชนอาจเครียด เราก็พยายามทำให้ดีที่สุด

Author

Alternative Text
AUTHOR

วชิร​วิทย์​ เลิศบำรุงชัย

อดีตนักศึกษา​ฝึกงานไทยพีบีเอส​ เรียนหนังสือและทำข่าวสิ่งแวดล้อม​-เศรษฐกิจ​ ที่เครือเนชั่น​ ปัจจุบัน​กลับมาทำข่าวนโยบาย​สาธารณะ​ที่ไทยพีบีเอส