8 เหตุผล ไม่ควรขึ้นค่ารถไฟฟ้า เป็น 104 บาท

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิด 8 เหตุผล ไม่ควรขึ้นค่ารถไฟฟ้า เป็น 104 บาท ย้ำ ต้องเป็นบริการขั้นพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึง

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2564 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยแพร่ข้อคิดเห็น 8 เหตุผลที่ไม่ควรขึ้นราคา รฟฟ. เป็น 104 บาท! ผ่านเฟซบุ๊ก มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จากกรณีที่ กทม. อนุมัติให้รถไฟฟ้าสายสีเขียว BTS ปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้าใหม่ สูงถึง 104 บาทต่อเที่ยว ทำให้มีเสียงคัดค้านจากหลายภาคส่วน ทั้งประชาชน หน่วยงานกระทรวงคมนาคม นักวิชาการจาก TDRI และพรรคการเมืองต่าง ๆ มูลนิธิฯ จึงเสนอ 8 เหตุผลเพื่อคัดค้านและเสนอทางออก เพื่อให้นำไปพิจารณาก่อนการขึ้นราคาใน ครั้งนี้

1. รัฐบาลมีหน้าที่ต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนใช้บริการขนส่งมวลชนให้เพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันคนส่วนใหญ่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวถึงร้อยละ 43 ใช้รถมอเตอร์ไซต์ ร้อยละ 26 ส่วนบริการรถขนส่งสาธารณะมีผู้ใช้เพียงร้อยละ 24 ได้แก่ รถโดยสาร คิดเป็นร้อยละ 15.96 รถแท็กซี่ คิดเป็นร้อยละ 4.2 ระบบราง คิดเป็นร้อยละ 2.68 รถตู้ คิดเป็นร้อยละ 1.28 เรือ คิดเป็นร้อยละ 0.28

2. บริการรถไฟฟ้ากลายเป็นบริการทางเลือกแทนที่จะเป็นบริการขนส่งมวลชน เนื่องจากต้องจ่ายค่ารถไฟฟ้าที่ให้บริการโดย BTS ตลอดสายสูงถึง 104 บาทต่อเที่ยว ซึ่งการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า คิดเป็นร้อยละ 31.5 ของรายได้ขั้นต่ำของคนกรุงเทพมหานครที่มีรายได้ขั้นต่ำ 331 บาทต่อวัน หรือสูงถึงร้อยละ 63 ต่อค่าจ้างรายวัน หากใช้การเดินทางไปกลับ

3. ค่าโดยสารรถไฟฟ้าของประเทศไทยแพง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ก่อนหน้านี้สูงถึงร้อยละ 26-28 ของรายได้ขั้นต่ำ ขณะที่กรุงปารีส ลอนดอน โตเกียว สิงคโปร์ ฮ่องกง มีค่าใช้จ่ายเพียงร้อยละ 3-9 เท่านั้น

4. ค่าโดยสารรถไฟฟ้าราคาถูกกว่านี้ได้ ในหลายประเทศขนส่งมวลชนมีราคาถูกเพราะนำรายได้จากการให้เช่าพื้นที่หรือพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บริเวณรถไฟฟ้า หรือรายได้จากการโฆษณามาสนับสนุนราคาค่าโดยสาร ขณะที่กรุงเทพมหานครหรือหน่วยงานที่ให้สัมปทาน ไม่มีการเปิดเผยผลประโยชน์ในส่วนนี้ว่ามีการแบ่งหรือจัดสรรอย่างไร หรือแม้แต่การสนับสนุนจากรัฐบาลหรือท้องถิ่น

5. ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 26 พ.ย. 2561 ที่ให้ กทม. ต้องคำนึงถึงราคาที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค และพิจารณาเรื่องค่าแรกเข้ารถของรถไฟฟ้าสายสีเขียว และยังขัดต่อกฎหมายของ กทม. ที่การอนุมัติให้ขึ้นราคาต้องผ่านความเห็นชอบของสภา กทม.

6. ไม่มีความโปร่งใส ไม่มีธรรมาภิบาล ในการพิจารณาต่อสัญญาสัมปทานหลักสายสีเขียว หรือสัญญาการให้บริการรับจ้างวิ่งรับส่งผู้โดยสารในส่วนต่อขยายที่เกินสัญญาสัมปทานหลัก หรือการขึ้นราคาในส่วนต่อขยาย ไม่มีการเปิดเผยข้อมูล ข้อเท็จจริง พื้นฐานรายได้ โครงสร้างหนี้ หรือรายละเอียดกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นเพียงการเตรียมการให้ต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ต้องยอมรับราคา 65 บาทต่อเที่ยว ซึ่งยังมีราคาแพงและไม่มีเหตุผลในการกำหนดราคานี้และยาวนานถึง 38 ปี

7. ควรนำสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าทุกสายในปัจจุบันมาพิจารณาเพื่อความเป็นธรรม ปัจจุบัน กทม. และปริมณฑล ให้บริการรถไฟฟ้าอยู่แล้ว 6 สาย และมีโครงการ 14 สายในอนาคต ซึ่งเชื่อมโยงกันหลายสาย แต่มีปัญหาสัมปทานที่แตกต่างกันไปจากหลายหน่วยงาน ทำให้ผู้บริโภคต้องรับภาระค่าใช้จ่ายแรกเข้าหรือการใช้บริการครั้งแรกให้กับทุกสัมปทาน ทุกบริษัท หรือทุกสายที่ใช้บริการ (ค่าแรกเข้าทุกครั้งที่ใช้บริการแต่ละสาย) จึงเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องนำสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าทุกสายมาพิจารณา เพื่อตรวจสอบและกำหนดให้เกิดความเป็นธรรมเรื่องราคากับผู้บริโภคที่จะทำให้เกิดการใช้บริการรถไฟฟ้ามากขึ้น และเป็นบริการขนส่งมวลชนสำหรับของทุกคน

8. สัดส่วนของค่าบริการขนส่งมวลชนไม่สัมพันธ์กับรายได้ขั้นต่ำของประชาชนต่อวัน เช่น ประเทศมาเลเซียที่กำหนดให้ค่าบริการขนส่งมวลชน ไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของค่าแรงขั้นต่ำ หรือประเทศออสเตรเลีย จะมีการกำหนดเพดานราคาสูงสุดของประชาชนในการใช้บริการขนส่งมวลชนต่อวัน หรือแม้แต่การกำกับให้สามารถใช้บัตรรถไฟฟ้าใบเดียว ซึ่งรัฐบาลไทยเคยมีแผนงานเรื่องนี้ แต่ยังไม่มีการดำเนินการจนปัจจุบัน

มูลนิธิฯ ระบุด้วยว่า นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจำเป็นต้องชะลอการขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว ในราคา 104 บาททันที เพื่อดำเนินการให้บริการขนส่งมวลชนซึ่งเป็นบริการขั้นพื้นฐานได้รับการพัฒนา และประชาชนสามารถใช้บริการได้เพิ่มขึ้นในราคาที่ถูกลง ระหว่างช่วงวิกฤตปัญหา PM 2.5 ไม่ใช่มีเป้าหมายเพียงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการให้สัมปทานกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการมีบริการรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่าต่างส่วนต่างทำ โดยไม่มีการกำกับดูแล

Author

Alternative Text
AUTHOR

เพ็ญพรรณ อินทปันตี

อดีตนักกิจกรรม รักการอ่าน งานเขียน ว่ายน้ำ และเล่นกับแมว